วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ธปท. ชี้จีดีพีไตรมาส 2 ฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในวิกฤติรอบนี้
เลขทะเบียน 5001103124
ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน หากภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
นายพิชิต ภัทรวิมลพร ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การส่งออกและนำเข้าที่ดีขึ้น โดยตามรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ก.ค. 2552 คาดอัตราการขยายตัว หรือจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปีนี้ แต่ยังคงติดลบร้อยละ 5.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และขยายตัวได้ร้อยละ 14.5-17.5 ในปีหน้าตามที่คาดการณ์ไว้
ส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 10.6 สูงกว่าไตรมาส 1 ที่หดตัวร้อยละ 9.8 ซึ่งสาเหตุมาจากอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ตามการผลิต Hard disk Drive เครื่องรับโทรทัศน์ และ อาหารทะเลกระป๋อง
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 45.4 มาอยู่ที่ระดับ 46.3 โดยดัชนีที่เกี่ยวกับคำสั่งซื้อ ผลประกอบการและการลงทุนปรับตัวอยู่ที่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ที่อยู่เหนือระดับ 50 อยู่ที่ระดับ 50.4
สำหรับการบริโภคภาคเอกชน ในไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 1.1 จากไตรมาสที่ 1 แต่หดตัวร้อยละ 4.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการบริโภคที่ฟื้นตัวขึ้นเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท รวมถึงแผนการกู้เงินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 54.6
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 หดตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ซึ่งขณะนี้ได้สัญญาณฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านการลงทุน
1.สาเหตุของการหดตัวของอุตสาหกรรม คือ
2.การบริโภคฟื้นตัวเนื่องมาจากรัฐบาลใช้มาตรการใด
3.โอกาสในการส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวได้หรือไม่
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ นั้นสำคัญไฉน

โดยข้อมูลต่างๆเหล่านี้ นักลงทุนสามารถหาอ่าน ได้จากหนังสือพิมพ์ บทวิเคราะห์ต่างๆ หรือบทความที่นำเสนอในหน่วยงานรัฐต่างๆ ได้แก่
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย
2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
3. สำนักงานเขตในกทม. และเทศบาลในต่างจังหวัด
4. กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
5. สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
6. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
7. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ซึ่งผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ เพื่อทำให้การลงทุนต่างๆ ได้มีการวางแผนอย่างรัดกุม และสามารถมองเห็นถึงสภาวะปัจจัยเสี่ยง หรือโอกาสในการลงทุนในอนาคตได้ ดังนั้น วันนี้ ผมจึงอยากมาเกริ่น ดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่ามีความหมายเบื้องต้นอย่างไร และมีความสัมพันธ์อะไรบ้างครับ
ซึ่งปัจจัยสำคัญต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นตัวประเมินให้กับผู้ลงทุน ประกอบธุรกิจจากในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรงหรือทางอ้อม
โดยทั้งนี้หากผู้ลงทุนสนใจอยากศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมสามารถหาดูตัวเลขได้ ในเวปได์ http://www.bot.or.th/
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
แบงก์ชาติเวียดนามเริ่มคุมเข้มสินเชื่อ หลังหนุนปล่อยกู้กระฉูดกว่า 6 แสนล้าน
ธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนามเริ่มมีนโยบายให้ธนาคารเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ส่งสัญญาณว่าประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของเอเชียรายนี้กำลังเตรียมตัวจะแตะเบรกชะลอการถมเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศแล้ว หากเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ระยะหลังนี้ ท่านผู้อ่านทั้งหลายอาจจะคุ้นหูกับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับตราสารประเภท Credit Linked Note (CLN) อยู่บ่อยๆ ในวันนี้ผู้เขียนเลยจะขอนำเสนอถึงเรื่องราว ความรู้เบื้องต้นของตราสารประเภท Credit Linked Note ว่ามันมีลักษณะอย่างไร มีความเสี่ยงอะไรจากการลงทุนในตราสารประเภทนี้บ้าง และเราได้รับประโยชน์จากการลงทุนในตราสารประเภทนี้อย่างไร เริ่มกันเลยนะครับ พูดถึงลักษณะของตราสารประเภท CLN จริงๆ แล้ว CLN ก็คือตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มีคุณลักษณะคล้ายหุ้นกู้ ในส่วนของกระแสเงินสด และความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ออกตราสาร CLN โดยส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินนั้นจะออกตราสารที่มีผลตอบแทนหรือความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้นอ้างอิงกับตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference asset)
หรือผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference entity) ที่ผู้ออกตราสารสัญญาจะชําระเงินต้น ผู้ถือตราสาร CLN จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ซึ่งจะมีส่วนของมูลค่าเพิ่ม (Premium) รวมอยู่ด้วย
คราวนี้มาดูกันว่า การลงทุนใน CLN นั้น มีประโยชน์ที่เห็นชัดอย่างไรบ้างสำหรับนักลงทุน
- แน่นอนว่าการลงทุนใน CLN นั้น เพิ่มความหลากหลายแก่การลงทุน โดย CLN เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงได้หลากหลายกว่า โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดเหมือนกับการถือหุ้นกู้ซึ่งออกโดยผู้ออกเพียงรายนั้นๆ
- CLN มีความยืดหยุ่นสูงโดยนักลงทุนเลือกองค์ประกอบหลักๆ ได้ตามความต้องการ เช่น ผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง หรือตราสารหนี้ที่อ้างอิง, Leverage, อัตราดอกเบี้ย, วันครบกำหนดอายุ, ราคา ฯลฯ
- การลงทุนใน CLN สร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าการถือหุ้นกู้ที่ออกโดยผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงเดียวกัน ในระยะเวลาที่เท่ากัน จากส่วนต่างของตราสารหนี้ (Spread)
ในแง่ของความเสี่ยง ในขณะที่ผู้ถือตราสาร CLN จะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้เหมือนกับผู้ถือหุ้นกู้แล้ว ตราสาร CLN เองยังมีความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติที่อาจเกิดกับตราสารหนี้ที่อ้างอิง หรือผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง พูดง่ายๆ ก็คือ หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติในระหว่างช่วงระยะเวลาของการถือ CLN ผู้ถือตราสาร CLN ก็จะได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวนจากผู้ออกตราสาร CLN
สำหรับเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ การผิดนัดชําระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง ไม่ว่าจะผิดนัดในส่วนของดอกเบี้ย หรือเงินต้นเมื่อถึงกำหนดชำระ และการล้มละลายของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง และนอกไปจากความเสี่ยงที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติแล้ว ความเสี่ยงจากการลงทุนใน CLN ยังรวมถึงเหตุการณ์ภายในประเทศของตราสารหนี้ที่อ้างอิงที่กระทบกับความสามารถของผู้ออกตราสาร CLN นั้นๆ และความสามารถในการชําระหนี้ของทั้งผู้ออกตราสาร CLN และผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Combined credit risk) ด้วย
แต่เราก็สามารถที่จะควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น การเลือกลงทุนในตราสารที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือการกำหนดอัตราส่วนการลงทุนตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.ประกาศกำหนด เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความเสี่ยงของการลงทุน ทางสำนักงานก.ล.ต.ได้มีระเบียบและข้อปฏิบัติให้แต่ละบริษัทจัดการปฏิบัติตาม ซึ่งก็นับเป็นช่องทางหนึ่งในการควบคุมความเสี่ยงในการลงทุนใน CLN ให้กับนักลงทุนโดยองค์กรและหน่วยงานของรัฐ
เช่นเดียวกับการลงทุนโดยทั่วไป ผลตอบแทนจากการลงทุนต้องควบคู่ไปกับความเสี่ยงเสมอ ดังนั้น การลงทุนใน CLN ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนในการช่วยกระจายความเสี่ยง หากเราเลือกลงทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะเห็นว่าในช่วงนี้ผลตอบแทนของ Euro Commercial Paper (ECP) นั้น ได้ปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมากประมาณ 1.25% ดังนั้น การลงทุนใน CLN ในช่วงเวลานี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยในอนาคตอันใกล้นี้ การลงทุนใน CLN น่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญไม่แพ้ ECP ในรูปของการลงทุนใน CLN ที่ link ผ่านกับพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีผลตอบแทนสูง
ที่มา: www.suretax-accounting.com/articles/economy.html (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ อ้างใน http://www.msn.co.th/)
คำถาม
1.ตราสารประเภทCLNคือ
2.การลงทุนใน CLN นั้น มีประโยชน์อย่างไร(ตอบมาอย่างน้อย1ข้อ)
3.ความเสี่ยงของผู้ถือตราสารCLNมีอะไรบ้าง
*หมายเหตุ -ได้จัดทำบทความก่อนกำหนดการที่ส่งให้อาจารย์ซึ่งถ้าตามกำหนดการคือวันที่ 15/07/2552

