วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ธปท. ชี้จีดีพีไตรมาส 2 ฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในวิกฤติรอบนี้

จัดทำโดย นาย เจน จงจันสี
เลขทะเบียน 5001103124


ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน หากภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

นายพิชิต ภัทรวิมลพร ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การส่งออกและนำเข้าที่ดีขึ้น โดยตามรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ก.ค. 2552 คาดอัตราการขยายตัว หรือจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปีนี้ แต่ยังคงติดลบร้อยละ 5.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และขยายตัวได้ร้อยละ 14.5-17.5 ในปีหน้าตามที่คาดการณ์ไว้
ส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 10.6 สูงกว่าไตรมาส 1 ที่หดตัวร้อยละ 9.8 ซึ่งสาเหตุมาจากอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ตามการผลิต Hard disk Drive เครื่องรับโทรทัศน์ และ อาหารทะเลกระป๋อง

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 45.4 มาอยู่ที่ระดับ 46.3 โดยดัชนีที่เกี่ยวกับคำสั่งซื้อ ผลประกอบการและการลงทุนปรับตัวอยู่ที่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ที่อยู่เหนือระดับ 50 อยู่ที่ระดับ 50.4

สำหรับการบริโภคภาคเอกชน ในไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 1.1 จากไตรมาสที่ 1 แต่หดตัวร้อยละ 4.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการบริโภคที่ฟื้นตัวขึ้นเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท รวมถึงแผนการกู้เงินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 54.6

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 หดตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ซึ่งขณะนี้ได้สัญญาณฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านการลงทุน





1.สาเหตุของการหดตัวของอุตสาหกรรม คือ


2.การบริโภคฟื้นตัวเนื่องมาจากรัฐบาลใช้มาตรการใด


3.โอกาสในการส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวได้หรือไม่

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย พร้อมวุฒิ บุญเจริญ เลขทะเบียน 5001103135



ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ นั้นสำคัญไฉน
พอเมื่อสิ้นเดือนที่ไร ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ก็ทยอยออกมาอย่างพรั่งพรู บ้างก็ทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นบ้าง บ้างก็ส่งผลให้เกิดภาพเชิงลบกับตลาดทุนบ้าง ดังนั้นผู้ลงทุนเอง ควรจะรู้ถึงความหมายของตัวเลข หรือทีมาเหล่านี้ ว่ามาจากอะไร และมันบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจตอนนี้อย่างไรได้บ้าง
โดยล่าสุดดัชนีเศรษฐกิจในเดือน ที่ประกาศในวันที่ 29 มิ.ย. 52 ทีผ่านมา ก็บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทย ยังมีการขยายตัวต่อเนื่องแม้เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยที่ดุลการค้าล่าสุดขาดดุลถึง762ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เนื่องจากการนำเข้าที่มากขึ้น แต่การส่งออกยังขยายตัวได้อยู่ และเมื่อเปรียบเทียบเดือนมิ.ย. เกินดุลอยู่ 926ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การบริโภคภาคเอกชน ยังเติบโตมากขึ้น
ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวจากการขาดดุลการค้าส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว แต่ปริมาณเงินไหลออกยังถือว่าไม่มาก เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ยังปรับตัวได้ดีอยู่ ทั้งนี้หากท่านนักลงทุนต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถ
โดยในเบื้องต้นเพื่อนนักลงทุนสามารถอ่านความหมาย เบื้องต้น เกี่ยวกับดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ ตามข้อมูลด้านล่าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ เป็นการรวบรวมดัชนีและเครื่องชี้ต่าง ๆ ที่จัดทำเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ ประกอบด้วย ดัชนีพ้องเศรษฐกิจและดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย ดัชนีค่าเงินบาท และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ

โดยข้อมูลต่างๆเหล่านี้ นักลงทุนสามารถหาอ่าน ได้จากหนังสือพิมพ์ บทวิเคราะห์ต่างๆ หรือบทความที่นำเสนอในหน่วยงานรัฐต่างๆ ได้แก่
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย
2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
3. สำนักงานเขตในกทม. และเทศบาลในต่างจังหวัด
4. กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง

5. สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
6. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
7. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


ซึ่งผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ เพื่อทำให้การลงทุนต่างๆ ได้มีการวางแผนอย่างรัดกุม และสามารถมองเห็นถึงสภาวะปัจจัยเสี่ยง หรือโอกาสในการลงทุนในอนาคตได้ ดังนั้น วันนี้ ผมจึงอยากมาเกริ่น ดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่ามีความหมายเบื้องต้นอย่างไร และมีความสัมพันธ์อะไรบ้างครับ

ดัชนีชี้นำและดัชนีพ้องเศรษฐกิจ นับเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่นักลงทุนควรให้ความใส่ใจ เพื่อจะได้รู้ถึงสภาวะเศรษฐกิจ ภาพรวมการลงทุน หรือสัญญาณบ่งชี้ ถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต หรือดูจุดเปลี่ยนของแนวโน้ม ไม่ว่าจุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุด ของวัฎจักรเศรษฐกิจนั้นๆ โดยผู้ลงทุนควรมีความรู้ความเข้าใจ เบื้องต้นในการตีความหมาย เพื่อทำให้การลงทุน นั้นๆ ได้ลดความเสี่ยงออกไป หรืออย่างน้อยจะสามารถเข้าใจถึงกลไก และสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุนในอนาคตได้ ได้แก่ อัตราการขยายตัว, ตัวเลขการส่งออก ,จำนวนนักท่องเที่ยว , ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, เงินทุนจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ เป็นต้น
ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเป็นดัชนีชี้ทิศทางการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน โดยคำนวณจาก 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ มูลค่าการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ราคาคงที่ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย ดัชนีหมวดเชื้อเพลิง และดัชนีหมวดยานยนต์ เป็น
ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน เป็นดัชนีชี้ทิศทางการลงทุนภาคเอกชน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ พื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาล ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศ มูลค่าการนำเข้าสินค้าทุน ณ ราคาคงที่ ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ มูลค่าการจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ในประเทศ ณ ราคาคงที่ แต่ละองค์ประกอบ จะใช้ข้อมูลที่ปรับฤดูกาลและเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 เดือน ยกเว้นพื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างซึ่งเฉลี่ยเคลื่อนที่ 12 เดือน
ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจจัดทำโดยการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย จากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 800 ราย โดยการสำรวจจะเริ่มส่งแบบสอบถามในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก่อน และจะรวบรวมประมวลผลในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนนั้น ๆ เช่นผลประกอบการ, คำสั่งซื้อ การจ้างงาน, การลงทุนเป็นต้น
ดัชนีค่าเงินบาท NEER สร้างจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทและ ค่าเงิน 21 สกุลที่สำคัญในฐานะคู่ค้าและคู่แข่งของไทย โดยน้ำหนักที่ใช้จะขึ้นอยู่กับความสำคัญในฐานะคู่ค้าและคู่แข่ง REER คำนวณจาก การเพิ่มขึ้นของดัชนีหมายถึงการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท NEER ปรับด้วยการเปรียบเทียบราคาระหว่างไทยและคู่ค้า คู่แข่งที่สำคัญ REER = (NEER x CPIThailand)/CPIOthers

ซึ่งปัจจัยสำคัญต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นตัวประเมินให้กับผู้ลงทุน ประกอบธุรกิจจากในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรงหรือทางอ้อม

โดยทั้งนี้หากผู้ลงทุนสนใจอยากศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมสามารถหาดูตัวเลขได้ ในเวปได์
http://www.bot.or.th/
คำถาม
1.ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ นั้นมีความสำคัญอย่างไร
2.นักลงทุนสามารถหาอ่าน บทวิเคราะห์ต่างๆ เกี่ยวกับดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจได้จากที่ไหน
3.ดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่ามีความหมายเบื้องต้นอย่างไร และมีความสัมพันธ์อะไรบ้าง

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


จัดทำโดย นาย พร้อมวุฒิ บุญเจริญ เลขทะเบียน 5001103135

แบงก์ชาติเวียดนามเริ่มคุมเข้มสินเชื่อ หลังหนุนปล่อยกู้กระฉูดกว่า 6 แสนล้าน

ธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนามเริ่มมีนโยบายให้ธนาคารเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ส่งสัญญาณว่าประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของเอเชียรายนี้กำลังเตรียมตัวจะแตะเบรกชะลอการถมเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศแล้ว หากเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา จีน และอีกหลายประเทศในเอเชีย เวียดนามได้นำนโยบายอัดฉีดเงินสดเข้ากระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาลในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมาเพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเมื่อขณะนี้มีปัจจัยสนับสนุนมากขึ้นว่า ช่วงเลวร้ายที่สุดของวิกฤติเศรษฐกิจได้สิ้นสุดลงแล้ว บรรดานักเศรษฐศาสตร์ก็ได้ออกมาให้คำแนะนำแก่รัฐบาลประเทศเหล่านี้ว่า ควรจะเริ่มหยุดการโหมปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้แล้ว ไม่เช่นนั้นบางภาคส่วนธุรกิจอาจประสบปัญหาการขยายตัวมากเกินควร และอาจเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาได้ในปีหน้า (2553)หรือปีถัดๆ ไป
ซึ่งกรณีของเวียดนามนั้นสร้างความน่าเป็นห่วงมากที่สุด ก่อนหน้านี้ราวกลางปี 2551 เวียดนามเคยประสบภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 28% มาแล้ว และมีภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์หลายครั้งด้วยกัน แม้ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของเวียดนามจะปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4% แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ออกมาเตือนว่า รัฐบาลเวียดนามหนักมือมากไปแล้วในการถมเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการให้เงินอุดหนุนธนาคารในการปล่อยสินเชื่อแก่เอกชน ส่งผลให้ขณะนี้ทั้งราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และราคาอสังหาริมทรัพย์ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 ก.ค.) นายเหงียน วัน เกื้อ ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนาม ได้ออกมาให้ความเห็นที่ช่วยตอกย้ำความห่วงกังวลดังกล่าว โดยเขาระบุว่า ธนาคารกลางต้องการให้บรรดาสถาบันการเงินท้องถิ่นเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยกู้ให้แก่นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการปล่อยกู้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งยังแนะนำให้สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์หันไปปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในการเพิ่มผลผลิต รวมทั้งปล่อยกู้ให้กับโครงการลงทุนใหญ่ๆ ของภาครัฐให้มากขึ้นแทน
นายเหงียน ดุย ฮุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ไซ่ง่อน ซีเคียวริตี้ส์ ในนครโฮจิมินห์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับท่าทีของธนาคารกลางว่า เหตุผลสำคัญเบื้องหลังเรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาในภายหลัง
ทั้งนี้นับตั้งแต่ที่วิกฤติการเงินโลกครั้งล่าสุดแผ่ผลกระทบออกไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ธนาคารที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเวียดนามได้ปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วอย่างน้อย 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.46 แสนล้านบาท หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 5 ของมูลค่าจีดีพีของประเทศ ซึ่งนโยบายการอัดฉีดเงินกู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทุ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเวียดนาม ที่พุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคการส่งออกและรัฐวิสาหกิจที่ต้องการสินเชื่อมาช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ผลของนโยบายดังกล่าวทำให้ตัวเลขเงินกู้ที่ยังไม่ได้รับการชำระคืนในระบบธนาคารของเวียดนามมีมูลค่าสูงขึ้นถึง 17% เมื่อเทียบกับปลายปี 2551 (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายนศกนี้) หรือสูงขึ้น 17.5% เมื่อเทียบกับตัวเลขทั้งปีของปีที่แล้ว นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าเป็นเรื่องยากที่จะตามไปตรวจสอบว่าผู้กู้นำเงินกู้ไปใช้ทำอะไร แต่พวกเขาคาดเดาว่ามีเงินกู้จำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้ในสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เช่นการนำเงินกู้ไปเล่นหุ้น หรือลงทุนเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ แทนที่จะนำไปใช้เพิ่มกำลังการผลิต ข่าวระบุว่านับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์เวียดนามพุ่งทะยานขึ้นไปแล้วมากกว่า 70% นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การเริ่มคุมเข้มการปล่อยกู้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วหากรัฐบาลต้องการสร้างความมั่นใจว่าเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจถูกนำไปใช้อย่างชาญฉลาด นอกจากนี้รัฐบาลควรจะต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในการควบคุมการปล่อยกู้หรือควรพิจารณานำมาตรการขึ้นดอกเบี้ยมาใช้ได้แล้ว
คำถาม
1.ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนาม คือใคร
2.ธนาคารที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเวียดนามได้ปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไปแล้วอย่างน้อยเท่าไหร่
3.ดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์เวียดนามพุ่งทะยานขึ้นไปแล้วมากกว่ากี่เปอร์เซ็นต์

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นายพลวัฒน์ พีรวุฒิ เลขทะเบียน 5001103136
เรื่อง รู้จักกับเครดิตลิงค์โน้ต(CLN)

ระยะหลังนี้ ท่านผู้อ่านทั้งหลายอาจจะคุ้นหูกับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับตราสารประเภท Credit Linked Note (CLN) อยู่บ่อยๆ ในวันนี้ผู้เขียนเลยจะขอนำเสนอถึงเรื่องราว ความรู้เบื้องต้นของตราสารประเภท Credit Linked Note ว่ามันมีลักษณะอย่างไร มีความเสี่ยงอะไรจากการลงทุนในตราสารประเภทนี้บ้าง และเราได้รับประโยชน์จากการลงทุนในตราสารประเภทนี้อย่างไร เริ่มกันเลยนะครับ พูดถึงลักษณะของตราสารประเภท CLN จริงๆ แล้ว CLN ก็คือตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มีคุณลักษณะคล้ายหุ้นกู้ ในส่วนของกระแสเงินสด และความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ออกตราสาร CLN โดยส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินนั้นจะออกตราสารที่มีผลตอบแทนหรือความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้นอ้างอิงกับตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference asset)

หรือผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference entity) ที่ผู้ออกตราสารสัญญาจะชําระเงินต้น ผู้ถือตราสาร CLN จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ซึ่งจะมีส่วนของมูลค่าเพิ่ม (Premium) รวมอยู่ด้วย

คราวนี้มาดูกันว่า การลงทุนใน CLN นั้น มีประโยชน์ที่เห็นชัดอย่างไรบ้างสำหรับนักลงทุน
  1. แน่นอนว่าการลงทุนใน CLN นั้น เพิ่มความหลากหลายแก่การลงทุน โดย CLN เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงได้หลากหลายกว่า โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดเหมือนกับการถือหุ้นกู้ซึ่งออกโดยผู้ออกเพียงรายนั้นๆ
  2. CLN มีความยืดหยุ่นสูงโดยนักลงทุนเลือกองค์ประกอบหลักๆ ได้ตามความต้องการ เช่น ผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง หรือตราสารหนี้ที่อ้างอิง, Leverage, อัตราดอกเบี้ย, วันครบกำหนดอายุ, ราคา ฯลฯ
  3. การลงทุนใน CLN สร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าการถือหุ้นกู้ที่ออกโดยผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงเดียวกัน ในระยะเวลาที่เท่ากัน จากส่วนต่างของตราสารหนี้ (Spread)

ในแง่ของความเสี่ยง ในขณะที่ผู้ถือตราสาร CLN จะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้เหมือนกับผู้ถือหุ้นกู้แล้ว ตราสาร CLN เองยังมีความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติที่อาจเกิดกับตราสารหนี้ที่อ้างอิง หรือผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง พูดง่ายๆ ก็คือ หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติในระหว่างช่วงระยะเวลาของการถือ CLN ผู้ถือตราสาร CLN ก็จะได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวนจากผู้ออกตราสาร CLN

สำหรับเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ การผิดนัดชําระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง ไม่ว่าจะผิดนัดในส่วนของดอกเบี้ย หรือเงินต้นเมื่อถึงกำหนดชำระ และการล้มละลายของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง และนอกไปจากความเสี่ยงที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติแล้ว ความเสี่ยงจากการลงทุนใน CLN ยังรวมถึงเหตุการณ์ภายในประเทศของตราสารหนี้ที่อ้างอิงที่กระทบกับความสามารถของผู้ออกตราสาร CLN นั้นๆ และความสามารถในการชําระหนี้ของทั้งผู้ออกตราสาร CLN และผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Combined credit risk) ด้วย

แต่เราก็สามารถที่จะควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น การเลือกลงทุนในตราสารที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือการกำหนดอัตราส่วนการลงทุนตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.ประกาศกำหนด เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความเสี่ยงของการลงทุน ทางสำนักงานก.ล.ต.ได้มีระเบียบและข้อปฏิบัติให้แต่ละบริษัทจัดการปฏิบัติตาม ซึ่งก็นับเป็นช่องทางหนึ่งในการควบคุมความเสี่ยงในการลงทุนใน CLN ให้กับนักลงทุนโดยองค์กรและหน่วยงานของรัฐ

เช่นเดียวกับการลงทุนโดยทั่วไป ผลตอบแทนจากการลงทุนต้องควบคู่ไปกับความเสี่ยงเสมอ ดังนั้น การลงทุนใน CLN ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนในการช่วยกระจายความเสี่ยง หากเราเลือกลงทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะเห็นว่าในช่วงนี้ผลตอบแทนของ Euro Commercial Paper (ECP) นั้น ได้ปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมากประมาณ 1.25% ดังนั้น การลงทุนใน CLN ในช่วงเวลานี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยในอนาคตอันใกล้นี้ การลงทุนใน CLN น่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญไม่แพ้ ECP ในรูปของการลงทุนใน CLN ที่ link ผ่านกับพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีผลตอบแทนสูง

ที่มา: www.suretax-accounting.com/articles/economy.html (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ อ้างใน http://www.msn.co.th/)

คำถาม

1.ตราสารประเภทCLNคือ

2.การลงทุนใน CLN นั้น มีประโยชน์อย่างไร(ตอบมาอย่างน้อย1ข้อ)

3.ความเสี่ยงของผู้ถือตราสารCLNมีอะไรบ้าง

*หมายเหตุ -ได้จัดทำบทความก่อนกำหนดการที่ส่งให้อาจารย์ซึ่งถ้าตามกำหนดการคือวันที่ 15/07/2552

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ระดับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ

จัดทำบทความโดย นายพลวัฒน์ พีรวุฒิ เลขทะเบียน 5001103136
เรื่อง ระดับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ
ระดับความเสี่ยงต่ำสุด
กองทุนรวมตลาดเงิน ประเภทตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี หรือประเภทที่เป็นเงินฝากธนาคาร บัตรฝากธนาคาร/สถาบันการเงิน
ระดับความเสี่ยงต่ำ
กองทุนรวมตราสารหนี้ :
- พันธบัตรภาครัฐ ประเภทที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุเกิน 1 ปี
- หุ้นกู้คุณภาพดีเยี่ยม ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับตั้งแต่ A- ขึ้นไป หรือเทียบเท่า
ระดับความเสี่ยงกลางๆ ค่อนไปทางต่ำ
กองทุนรวมตราสารหนี้ :
-หุ้นกู้คุณภาพ ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป
-กองทุนรวมเฉพาะเจาะจงตราสารหนี้ เป็นหลักทรัพย์ประเภทราสารหนี้ทุกประเภท ทั้งที่ออกโดยภาครัฐ และเอกชน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
-กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป
ระดับความเสี่ยงกลางๆ
-กองทุนผสม ชื่อก็บอกแล้วเป็นการผสมผสานการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจที่มีสภาพคล่องสูง, หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป, หุ้นของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มั่นคง มีกำไร และมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และหุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีผลกำไรในการดำเนินงาน และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายบริษัทได้อย่างดีในอนาคต โดยกองทุนจะคงอัตราส่วนการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 35% และไม่เกิน 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
-กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทพันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจที่มีสภาพคล่องสูง
ระดับความเสี่ยงค่อนข้างเสี่ยง
-กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เน้นการลงทุนในตราสารทุน ประเภทหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคง มีกำไร และมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และหุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีผลกำไรในการดำเนินงาน และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายบริษัทได้อย่างดีในอนาคต
ระดับความเสี่ยงสูง
กองทุนรวมตราสารทุน :
- หุ้นคุณภาพ หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคง มีกำไร และมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานาน
- หุ้นเติบโต หุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีผลกำไรในการดำเนินงาน และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายบริษัทได้อย่างดีในอนาคต
ระดับความเสี่ยงสูงที่สุด
-กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ คือหุ้นของบริษัทในภาคธุรกิจเดียวกัน หรือในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน
-กองทุนรวมเฉพาะเจาะจงตราสารทุน แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
คำถาม
1.กองทุนรวมตราสารหนี้ได้แก่อะไรบ้าง และมีความเสี่ยงในระดับใด
2.กองทุนผสม เป็นการผสมผสานการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้แก่ อะไรบ้าง
3.กองทุนใดที่มีระดับความเสี่ยงของการลงทุนในระดับสูงทีสุด