แบงก์ชาติเวียดนามเริ่มคุมเข้มสินเชื่อ หลังหนุนปล่อยกู้กระฉูดกว่า 6 แสนล้าน
ธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนามเริ่มมีนโยบายให้ธนาคารเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ส่งสัญญาณว่าประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของเอเชียรายนี้กำลังเตรียมตัวจะแตะเบรกชะลอการถมเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศแล้ว หากเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา จีน และอีกหลายประเทศในเอเชีย เวียดนามได้นำนโยบายอัดฉีดเงินสดเข้ากระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาลในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมาเพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเมื่อขณะนี้มีปัจจัยสนับสนุนมากขึ้นว่า ช่วงเลวร้ายที่สุดของวิกฤติเศรษฐกิจได้สิ้นสุดลงแล้ว บรรดานักเศรษฐศาสตร์ก็ได้ออกมาให้คำแนะนำแก่รัฐบาลประเทศเหล่านี้ว่า ควรจะเริ่มหยุดการโหมปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้แล้ว ไม่เช่นนั้นบางภาคส่วนธุรกิจอาจประสบปัญหาการขยายตัวมากเกินควร และอาจเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาได้ในปีหน้า (2553)หรือปีถัดๆ ไป
ซึ่งกรณีของเวียดนามนั้นสร้างความน่าเป็นห่วงมากที่สุด ก่อนหน้านี้ราวกลางปี 2551 เวียดนามเคยประสบภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 28% มาแล้ว และมีภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์หลายครั้งด้วยกัน แม้ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของเวียดนามจะปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4% แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ออกมาเตือนว่า รัฐบาลเวียดนามหนักมือมากไปแล้วในการถมเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการให้เงินอุดหนุนธนาคารในการปล่อยสินเชื่อแก่เอกชน ส่งผลให้ขณะนี้ทั้งราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และราคาอสังหาริมทรัพย์ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 ก.ค.) นายเหงียน วัน เกื้อ ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนาม ได้ออกมาให้ความเห็นที่ช่วยตอกย้ำความห่วงกังวลดังกล่าว โดยเขาระบุว่า ธนาคารกลางต้องการให้บรรดาสถาบันการเงินท้องถิ่นเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยกู้ให้แก่นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการปล่อยกู้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งยังแนะนำให้สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์หันไปปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในการเพิ่มผลผลิต รวมทั้งปล่อยกู้ให้กับโครงการลงทุนใหญ่ๆ ของภาครัฐให้มากขึ้นแทน
นายเหงียน ดุย ฮุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ไซ่ง่อน ซีเคียวริตี้ส์ ในนครโฮจิมินห์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับท่าทีของธนาคารกลางว่า เหตุผลสำคัญเบื้องหลังเรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาในภายหลัง
ทั้งนี้นับตั้งแต่ที่วิกฤติการเงินโลกครั้งล่าสุดแผ่ผลกระทบออกไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ธนาคารที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเวียดนามได้ปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วอย่างน้อย 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.46 แสนล้านบาท หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 5 ของมูลค่าจีดีพีของประเทศ ซึ่งนโยบายการอัดฉีดเงินกู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทุ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเวียดนาม ที่พุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคการส่งออกและรัฐวิสาหกิจที่ต้องการสินเชื่อมาช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ผลของนโยบายดังกล่าวทำให้ตัวเลขเงินกู้ที่ยังไม่ได้รับการชำระคืนในระบบธนาคารของเวียดนามมีมูลค่าสูงขึ้นถึง 17% เมื่อเทียบกับปลายปี 2551 (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายนศกนี้) หรือสูงขึ้น 17.5% เมื่อเทียบกับตัวเลขทั้งปีของปีที่แล้ว นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าเป็นเรื่องยากที่จะตามไปตรวจสอบว่าผู้กู้นำเงินกู้ไปใช้ทำอะไร แต่พวกเขาคาดเดาว่ามีเงินกู้จำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้ในสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เช่นการนำเงินกู้ไปเล่นหุ้น หรือลงทุนเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ แทนที่จะนำไปใช้เพิ่มกำลังการผลิต ข่าวระบุว่านับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์เวียดนามพุ่งทะยานขึ้นไปแล้วมากกว่า 70% นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การเริ่มคุมเข้มการปล่อยกู้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วหากรัฐบาลต้องการสร้างความมั่นใจว่าเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจถูกนำไปใช้อย่างชาญฉลาด นอกจากนี้รัฐบาลควรจะต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในการควบคุมการปล่อยกู้หรือควรพิจารณานำมาตรการขึ้นดอกเบี้ยมาใช้ได้แล้ว
คำถาม
1.ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนาม คือใคร
2.ธนาคารที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเวียดนามได้ปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไปแล้วอย่างน้อยเท่าไหร่
3.ดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์เวียดนามพุ่งทะยานขึ้นไปแล้วมากกว่ากี่เปอร์เซ็นต์


คำตอบ
ตอบลบ1.นายเหงียน วัน เกื้อ
2.19,000ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
3.70%
นางสาวปัทมา ศรีสวัสดิ์ 5001103142 C.2/1 g.3
คำตอบ
ตอบลบ1.คือ นายเหงียน วัน เกื้อ
2.ได้ปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไปแล้วอย่างน้อย19,000ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
3.70%
น.ส.กัลยา พยุงพงษ์ ID:5001203028 c2/2
1.คือ นายเหงียน วัน เกื้อ
ตอบลบ2.อย่างน้อย19,000ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
3.70%