วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
พันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (TIPS)
สำนักวิจัยหลายแห่งคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในปี 2553 อันเป็นผลจากที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้พยายามดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ มักพ่วงตามมาด้วยปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ภาวะเงินเฟ้อนอกจากจะเป็นตัวลดทอนอำนาจการจับจ่ายใช้สอยแล้ว ยังเป็นตัวสกัดกั้นการเติบโตของการออมและการลงทุน ผลกระทบนี้จะเกิดมากเป็นพิเศษกับผู้ออมเงินที่พยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการลงทุนโดยการยึดผลตอบแทนไว้กับการฝากเงินธนาคาร หรือลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ และเมื่อเงินเฟ้อทำให้นักลงทุนต้องเผชิญกับภาวการณ์ที่เรียกกันในภาษาทางการเงินว่า “อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบ” แล้ว รูปแบบของการออมเงินแบบปกติจึงไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนอีกต่อไป
พันธบัตรรักษาอำนาจซื้อ ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกสำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการคาดหวังผลตอบแทนที่อิงกับความเสี่ยง มากนัก แต่สามารถได้รับผลตอบแทนที่สามารถชนะเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกระแสเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี พันธบัตรประเภทนี้มีชื่อเรียกต่างกันไป ตามแต่ประเทศผู้ออก ยกตัวอย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมเรียกพันธบัตรประเภทนี้ว่า Treasury Inflation-Protected Securities หรือ Treasury Inflation-Indexed Securities มีชื่อเล่นเรียกว่า TIPS ส่วนในประเทศอังกฤษนิยมเรียกว่า Inflation-Linked Bonds หรือ ILB ในขณะที่พันธบัตรประเภทนี้เป็นที่รู้กันในประเทศแคนาดาว่า Real Return Bond หรือ RRB
โครงสร้างของพันธบัตรประเภทนี้ ยึดหลักที่ว่ามูลค่าเงินต้นจะไม่ถูกบั่นทอนด้วยเงินเฟ้อ พันธบัตรประเภท TIPS มักจ่ายดอกเบี้ยหน้าตั๋วในอัตราคงที่ แต่มูลค่า ของดอกเบี้ยจ่ายจะแปรผันตามเงินต้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามดัชนีที่ใช้อ้างอิง ซึ่งที่นิยมกันมากคือดัชนีราคาผู้บริโภค ทั้งนี้เมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน นักลงทุนหรือผู้ถือพันธบัตรจะได้รับเงินต้นคืนตามมูลค่าของเงินต้นที่เพิ่มขึ้นจากดัชนีราคาผู้บริโภค หรือเงินต้นตามราคาหน้าตั๋ว ขึ้นอยู่กับว่ามูลค่าใดสูงกว่ากัน พูดง่ายๆ ว่า TIPS จะให้ผลตอบแทน 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือดอกเบี้ยหน้าตั๋วจะให้ผลตอบแทนในอัตราคงที่ และอีกส่วนคือเงินต้นหรือมูลค่าตราสารที่แปรผันไปตามอัตราเงินเฟ้อ
ตัวอย่างหนึ่งของการลงทุน TIPS เช่น นาย ก ลงทุนซื้อ TIPS มูลค่า 1 หมื่นบาท อายุคงเหลือ 5 ปี ให้ผลตอบแทน 1% ต่อปี ดังนั้นผลตอบแทนต่อปีจะมีค่าเท่ากับ 100 บาท และถ้าปีแรกอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% เงินต้นของนาย ก จะอยู่ที่ 1.02 หมื่นบาท ด้วยอัตราผลตอบแทน 1% จะทำให้นาย ก ได้รับดอกเบี้ย 102 บาทในปีนั้น และหากว่านาย ก ถือ TIPS นี้ไปจนครบ 5 ปีแล้วอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 2% นาย ก จะได้รับเงินต้นคืนที่ 1.02 หมื่นบาท บวกด้วยดอกเบี้ย 102 บาท เป็น 10,320 บาท ในวันที่ไถ่ถอนพันธบัตร
นับเป็นความโชคดีของนักลงทุนไทย ที่เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวว่าสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีแผนจะออก TIPS ในปีงบประมาณ 2553 มูลค่าประมาณ 2,500-5,000 ล้านบาท ให้นักลงทุนใช้เป็นแหล่งพักพิงเงินออมภายใต้เงื่อนไขที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านเครดิตโดยไม่ละเลยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
ในด้านของผู้ออก กระบวนการออกพันธบัตรรักษาอำนาจซื้อนั้น ย่อมจะ ยุ่งยากและซับซ้อนกว่าการออกพันธบัตรแบบปกติทั่วไป รัฐบาลซึ่งเป็นแกนนำในการริเริ่มออกพันธบัตรประเภทนี้ จะต้องให้ความรู้แก่นักลงทุนทั้งในด้านโครงสร้างและคุณลักษณะของ TIPS, การจัดการเรื่องภาษีและการลงบัญชี รวมไปถึงการศึกษาสภาพคล่องและระบบการซื้อขายในตลาดรอง ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงผลได้ที่ต้องแลกกับความยุ่งยากนี้ ก็ยังคุ้มค่าเพราะการออกพันธบัตรประเภทนี้จะเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับระบบการเงินของประเทศไทยต่อไป
ที่มา Post Today
คำถาม
1.ตัวอย่างหนึ่งของการลงทุน TIPS
2.TIPS จะให้ผลตอบแทน 2 ส่วน คือ
3.ในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมเรียกพันธบัตรประเภทนี้ว่า อะไร
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552
รถยนต์นอกทะลักรับภาษี0% > 11รุ่นอาเซียนบุก 1 ม.ค.53/ฟอร์ดเอสแคป ลดสูงสุด 6.5 หมื่น
รถยนต์นอกทะลักรับภาษี0% > 11รุ่นอาเซียนบุก 1 ม.ค.53/ฟอร์ดเอสแคป ลดสูงสุด 6.5 หมื่น
11 รุ่นรถอาเซียนเตรียมลดราคารับภาษีอาฟต้าเหลือ 0% ปรับลดสูงสุด 6.5 หมื่นบาท สถาบันยานยนต์เชื่อคนไทยแห่รับรถหลังปีใหม่ โตโยต้าคาดลดแค่ 5% ไม่หวือหวา ชี้ อะวานซ่าจากอินโดนีเซีย ขายน้อยแค่ 1พันคัน/เดือน ด้านค่ายฮอนด้าเชื่อไทยส่งออกเจาะอาเซียนได้มากขึ้น
นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ตามข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาฟต้า จะปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจาก 5% เหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 จะทำให้รถยนต์ที่นำเข้าจากประเทศอาเซียนรุ่นก่อตั้ง 5 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มีต้นทุนภาษีลดลงอีก 5% ส่งผลให้ราคารถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศ อาจลดลงอีก 5% ซึ่งช่วยให้ตลาดรถยนต์ต้นปี 2553 คึกคักขึ้น เหมือนคราวที่ไทยประกาศอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเอทานอล อี 20 จาก 30% ลดเหลือ 25% เมื่อ 1 มกราคม 2551 ทำให้ยอดขายรถยนต์นั่งคึกคักขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก
ปัจจุบันรถยนต์นั่งที่นำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมี มาสด้า 3, ฟอร์ด โฟกัส และฟอร์ด เอสเคป โตโยต้า อแวนซา และโตโยต้า อินโนว่า จากอินโดนีเซีย นอกจากนี้มี โปรตอน จากมาเลเซีย
"การปรับลดภาษีนำเข้ารถเหลือ 0% ตามข้อตกลงอาฟต้า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 นี้ ไม่รวมกับสต๊อกรถที่นำเข้ามาก่อนหน้านั้น ดังนั้นคาดว่าค่ายรถยนต์ทุกรายจะชะลอการนำเข้ารถจากโรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียน ในช่วงไตรมาสสุดท้าย แต่จะเริ่มเปิดรับจองรถราคาใหม่ ที่ปรับลดลง 5% ตั้งแต่ในงานมหกรรมยานยนต์ หรือมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ช่วงต้นเดือนธันวาคม ก่อนส่งมอบรถให้กับลูกค้าในช่วงต้นเดือนมกราคม 2553"
*เอสเคปลดสูงสุด 5.5-6.5 หมื่นบาท
จากการสำรวจของ"ฐานเศรษฐกิจ"พบว่า รถยนต์ทั้งที่จำหน่ายอยู่ในตลาดและที่กำลังนำมาจำหน่ายจะได้รับการปรับภาษีนำเข้าตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน มีจำนวนทั้งสิ้น 11 รุ่น ประกอบด้วย มาสด้า 3 ซึ่งมีราคา 897,000-1,110,000 บาท ราคาใหม่หลัง ม.ค. 2553 อาจลดลง 44,850-55,500 บาท เหลือ 852,150-1,054,5000 บาท ฟอร์ด โฟกัส 1,099,000 บาท ลดลง 54,950 บาท เหลือ1,044,050 บาท เอสเคป 1,119,000-1,319,000 บาท ลดลง 55,950- 65,950 บาท เหลือ 1,06,050-1,253,050 บาท
เกีย ปิแคนโต ราคา 449,000 บาท ลด 24,950 บาท เหลือ 424,050 บาท นาซ่า ฟอร์ซ่า379,000-389,000 บาทลดลง 18,950- 19,450 บาท เหลือ 360,050-36,9550 บาท โปรตอน แซฟวี่ 399,000-469,000 บาท ลดลง 19,950- 23,450 บาท เหลือ 379,050-445,550 บาท นีโอ 1.6 ลิตร 499,000-564,000 บาท ลดลง 23,450-28,200 บาท เหลือ 475,550-535,800 บาท บาท นีโอ ซีพีเอส 658,000-698,000 บาท ลดลง 32,900-34,900 บาท เหลือ 625,100-663,100 บาท เจน 2 ขนาด 1.6 ลิตร ราคา 549,000-629,000 บาท ลดลง 27,450 - 31,450 บาท เหลือ 521,550-597,550 บาท เพอร์โซน่า ซีเอ็นจี ราคา 549,000-629,000 บาท ลดลง 27,450- 31,450 บาท เหลือ 521,550-597,550 บาท โตโยต้า อินโนว่า ราคา 844,000-1,079,000 บาท ลดลง 42,200- 53,950 บาท เหลือ 801,800 -1,025,050 บาท โตโยต้า อแวนซา ราคา 579,000-704,000 บาท ลดลง 28,950- 35,200 บาท เหลือ 550,050-668,800 บาท
*ค่ายรถชี้ลดภาษีดีแต่ตลาดไม่หวือ
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่งฯ และนายกสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย กล่าวถึงการลดภาษีนำเข้ารถยนต์เหลือ 0% ว่า ตามข้อตกลงกำหนดว่าทุกประเทศสมาชิกก่อตั้งต้องปรับลดเหลือ 0% ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2553 ก็จริง แต่บางประเทศที่เสียผลประโยชน์อาจชะลอการประกาศลดภาษีนำเข้า นอกจากนี้ ยังไม่มีบริษัทรถยนต์รายใดรับประกันว่า เมื่อลดภาษีนำเข้าจาก 5% เหลือ 0% จะปรับราคาลดลงอีก 5% ตามการปรับลดภาษีนำเข้า เพราะยังมีภาษีซ้ำซ้อนอีกหลายขั้นตอน ดังนั้น อาจไม่ทำให้ตลาดรถยนต์คึกคักขึ้นอย่างมากมาย เหมือนอย่างคราวที่ไทยประกาศลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์จาก 30% เหลือ 25% ซึ่งทำให้ราคารถลดลงถึง 5% เต็มๆ
ที่ผ่านมา โตโยต้านำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากอินโดนีเซียประเทศเดียว ประกอบด้วย โตโยต้า อแวนซา และโตโยต้า อินโนว่า ซึ่งยอดจำหน่ายไม่สูงนัก รวมยอดขายประมาณ 1,000 คัน/เดือน แต่ยังไม่อาจยืนยันได้ว่า หลัง 1 มกราคม 2553 โตโยต้าจะปรับลดราคาลงอีกเต็ม 5% หรือไม่
นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด สำนักงานใหญ่ของฮอนด้าในเอเชีย-แปซิฟิก และรองประธานกลุ่มสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า การปรับลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงอาฟต้าไม่น่าจะมีผลกระทบกับโครงสร้างตลาดรถยนต์ของไทยมากนัก เนื่องจากไม่มีรถรุ่นใหม่ๆจากประเทศเพื่อนบ้านมาจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งราคารถยนต์จากเสียภาษีนำเข้า 5% ก็แตกต่างจากราคารถยนต์ที่เสียภาษีนำเข้า 0 % ไม่มากนัก จึงไม่น่าจะทำให้ตลาดรถยนต์นั่งคึกคักขึ้นมากมายเหมือนตอนที่ประกาศปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์อี 20 จาก 30% เหลือ 25 % เมื่อต้นเดือนมกราคม 2551
บริษัท เคยนำเข้ารถยนต์ ฮอนด้า สตรีม จากอินโดนีเซียมาจำหน่ายในไทย แต่ปัจจุบันไม่ได้นำเข้าแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆนี้ ฮอนด้าได้เริ่มเปิดตัว ฮอนด้า ฟรีด (Freed) รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยประกอบที่โรงงานฮอนด้าในอินโดนีเซีย เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบัน ยังผลิตไม่พอกับความต้องการในประเทศ ส่วนจะนำเข้ามาเปิดจำหน่ายในประเทศไทยในช่วงงานมหกรรมยานยนต์หรือมอเตอร์เอ็กซ์โปหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัท เคยนำรถยนต์รุ่นดังกล่าวมาแนะนำให้ผู้บริโภคไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2009 เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
*อานิงส์ส่งถึงตลาดส่งออก
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์ชั้นนำทั้งสองบริษัท ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย และส่งออกเป็นรถยนต์สำเร็จรูปทั้งคันไปยังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ก็จะได้รับอานิสงส์การปรับลดภาษีนำเข้าจาก 5% เหลือ 0 % เช่นเดียวกัน แต่ราคารถยนต์จะลดลงหรือไม่ ขึ้นกับว่าประเทศนั้นๆ จะตั้งกำแพงภาษีสรรพสามิตเพื่อสกัดกั้นรถจากไทยหรือไม่
โดยปัจจุบัน ฮอนด้า ส่งออกไปยังอินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน รวม 5 รุ่นประกอบด้วย ซิตี้ แจ๊ซ ซีวิค แอคคอร์ด และซีอาร์-วี ส่งออกไปยังฟิลิปปินส์ 3 รุ่น ประกอบด้วย แจ๊ซ แอคคอร์ด และซีอาร์-วี ไปยังฟิลิปปินส์ ส่งออกไปมาเลเซีย 1 รุ่นคือ ฮอนด้า แจ๊ซ
ทีมา จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2463 20 ก.ย. - 23 ก.ย. 2552
คำถาม
1.ปัจจุบันรถยนต์นั่งที่นำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมีอะไรบ้าง
2.รถยนต์ ฮอนด้า สตรีม จำหน่ายในไหน
3.โตโยต้านำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากอินโดนีเซียประเทศเดียว ประกอบด้วย
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552
'ไมเนอร์'ยังไฉไล แม้ปี 52 โตเลขหลักเดียว
วิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 สร้างความระส่ำระสายไปทั่วทุกมุมโลก ภาคธุรกิจแทบทุกประเภทได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว
ไม่เว้นแม้แต่บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ"MINT" บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขนาดใหญ่ 50 อันดับแรก ที่ติดชื่อในกลุ่มSET 50 Index และเป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจอาหาร และโรงแรม ซึ่งมีแบรนด์ภายใต้การบริหารงานมากมาย อาทิ เดอะพิซซ่า คอมปะนี , ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ และแดรี่ควีน,ซิซซ์เลอร์ ฯลฯ รวมถึงโรงแรมชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ แมริออท , อนันตรา และโฟร์ซีซัน
จากผลกระทบที่ได้รับทำให้MINT ถึงกับเฉือนเป้ากำไรสุทธิปี 2552 ลง 10-20% จากปี 2551 ที่มีกำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
"ปรารถนา มงคลกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บมจ.ไมเนอร์ เผยถึงเหตุผลที่ลดเป้ากำไรสุทธิปีนี้ว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่งผลให้อัตราการเข้าพักของธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประมาณ 10-15% ในขณะที่ราคาห้องพักไม่มีการปรับลดลง นอกจากนี้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศส่งผลให้อัตราการเข้าพักลดลงประมาณ 20-25% ในขณะเดียวกันได้ปรับลดราคาค่าห้องลงเฉลี่ย 10% ต่อห้อง
ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90% อีก 10% ที่เหลือมาจากโรงแรมในต่างประเทศ
"ที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรมเป็นตัวสร้างมาร์จิน(อัตรากำไรขั้นต้น )ให้กับบริษัทมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ซึ่งช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมมี EBITDA(กำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมและดอกเบี้ยจ่าย) อยู่ที่ 27% ของ EBITDA รวม มีอัตราการเติบโตลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 40% ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้กำไรปีนี้มีแนวโน้มลดลง"
อย่างไรก็ตาม ช่วง 6 เดือนแรก ธุรกิจอาหารถือเป็นพระเอกของ MINT โดยไตรมาส 2 มีรายได้จากธุรกิจอาหาร 2,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุจากยอดขายรวมทุกสาขา เติบโต 13%
ขณะที่การปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มไมเนอร์ ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยMINT เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบมจ.ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ( MINOR) สัดส่วน 99.92% ซึ่งทำให้แหล่งที่มาของรายได้หลากหลายมากขึ้น โดยครอบคลุมเพิ่มเติมไปยังธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น, เครื่องสำอางแบรนด์ชั้นนำ และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้านั้น "ปรารถนา" ยอมรับว่าปีนี้ยังไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ตัวเลขบรรทัดสุดท้าย(กำไรสุทธิ)ของงบการเงินดีขึ้น
"ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าปีนี้ คาดว่ารายได้ลดลง 15% และ 7% ตามลำดับ ล่าสุดบริษัทได้ลงนามในสัญญาเป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้กับบริษัท Gap Inc. ในประเทศไทย โดยการนำแบรนด์ Gap เข้ามาเพิ่มเติมในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นที่บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายในปัจจุบัน อาทิ Esprit, Bossini, Timberland และ Charles&Keith ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้บริษัทเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศ"
ส่วนโค้งหลังของปี 2552 "ปรารถนา" กล่าวอย่างมั่นใจว่า ผลประกอบการMINT จะเริ่มฟื้นตัวจากครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว รวมถึงข่าวไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดที่จะออกสู่ประชาชนในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะผ่อนคลายความกังวลแก่ผู้บริโภค อีกทั้งธุรกิจอาหารจะเป็นธุรกิจหลักที่ผลักดันให้รายได้ของบริษัทเติบโตในปีนี้
นั่นคือ สถานการณ์การทำธุรกิจของ MINT ในปี 2552 ที่ได้ธุรกิจอาหารเป็นตัวช่วยไม่ให้ผลการดำเนินงานตกต่ำจนติดตัวแดงหรือขาดทุน
แต่กระนั้นก็ตาม "ปรารถนา"ยอมรับว่าปีนี้รายได้รวมของบริษัทจะเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี โดยคาดว่าจะเติบโตเพียง 8% จากปี 2551 ที่มีรายรวม 16,500 ล้านบาท โดยตัวช่วยที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นยังเป็นพระเอกคนเดิม คือ ธุรกิจอาหาร โดยคาดว่ามีอัตราการเติบโต 15% จากปีก่อน
สำหรับการปรับลดเป้ารายได้ปีนี้ลงเหลือเลขหลักเดียว เธอบอกว่าถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยครั้งแรก(คาดการณ์ช่วงปลายปีที่แล้ว) คาดว่าจะเติบโต 15-20% ครั้งที่ 2 (คาดการณ์ช่วงสิ้นไตรมาสแรก)ลดเป้ารายได้ลงเหลือ 10%
เมื่อกล่าวถึงโอกาสและช่องทางการทำธุรกิจของMINT "ปรารถนา" กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมเงินทุนไว้พร้อมสำหรับมองหาโอกาสการลงทุนในช่วง 5 เดือนข้างหน้า จนถึงต้นปี 2553 โดยได้ขอวงเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทย 4,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในระยะ 3 ปี ข้างหน้า
"เนื่องจากในช่วงดังกล่าวสถาบันการเงินในต่างประเทศจะมีการนำทรัพย์สินที่มีปัญหาออกมาขายจึงถือเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปซื้อทรัพย์สินได้ในราคาที่ถูก"
พร้อมกล่าวถึงแผนการลงทุน 5 ปี (2553-2557) ว่า เบื้องต้นกำหนดงบลงทุนไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งในส่วนของธุรกิจอาหาร โรงแรม และค้าปลีก แต่มีโอกาสที่จะเพิ่มงบลงทุนเป็น 12,000-15,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจโรงแรม หากสถานการณ์โดยรวมกลับมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น
นั่นคือ สุขภาพของMINT ท่ามกลางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่ป่วยไข้ สะท้อนชัดว่ายักษ์ตัวนี้ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ดีพอควร จากการมีธุรกิจที่หลากหลาย อีกทั้งยังส่องหาโอกาสในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124571&issue=2457
คำถาม
1. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ "Mint" เป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจอะไร ?
2. Mint ได้รับผลกระทบจาก วิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้กำไรสุทธิปีของ 2552 เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับปี 2551 และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ?
3. สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากอะไร ?
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เศรษฐกิจเอเชียเริ่มกระเตื้อง นักวิเคราะห์เตือนระวังภัยเงินเฟ้อปีหน้า
เลขทะเบียน 5001103124
ภูมิภาคเอเชียกำลังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังจากที่เศรษฐกิจจีนยังคงมีการเติบโตและมาตรการทุ่มเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมทั้งมาตรการปรับลดดอกเบี้ยในหลายประเทศเริ่มส่งผลลัพธ์เชิงบวก แต่กระนั้นก็ตามอุปสรรคและความเสี่ยงยังคงมีอยู่
นับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา การผลิตในภาคอุตสาหกรรมซึ่งดีดตัวขึ้นมากได้เป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกปรับทิศทางสูงขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตหลายรายในภูมิภาคนี้จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลงท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่ขยายลามไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าทิศทางที่ดูจะฟื้นตัวขึ้นบ้างนี้ยังมีข้อควรระมัดระวังหลายประการ เนื่องจากตลาดส่งออกหลักๆ ยังคงอ่อนกำลังและไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจีนจะยังคงสามารถขับดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อีกนานแค่ไหน นอกจากนี้หากโลกสามารถหลีกเลี่ยงการดำดิ่งทางเศรษฐกิจต่อไป ราคาสินค้าที่ขยับสูงขึ้นก็อาจสร้างปัญหาด้านเงินเฟ้อให้กับรัฐบาลทั่วโลก และสร้างแรงกดดันให้จำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะยอมเสี่ยงกับเงินเฟ้อมากขึ้นหรือจะยอมยั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นายนิคิเลช บัตตาชารียา นักวิเคราะห์จากมูดี้ส์ ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย-แปซิฟิกจะไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือแข็งแกร่ง เขาเชื่อเช่นเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนว่ากว่าภูมิภาคนี้จะเริ่มมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแรงอีกครั้งก็น่าจะเป็นปลายปีหน้า (ปี 2553) ภาพรวมในขณะนี้คือ บริษัทเอกชนยังคงปรับลดการลงทุนและลดต้นทุนค่าจ้าง อุปสงค์ภายในประเทศส่วนใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ขณะเดียวกับที่ตลาดคู่ค้าหลักๆ ของภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่นำเข้าสินค้าส่งออกของเอเชีย-แปซิฟิก อาทิ รถยนต์ โทรทัศน์ เครื่องจักรกล และอื่นๆ ต่างยังคงอยู่ในภาวะซบเซา ส่งผลกระทบมายังผู้ส่งออกของเอเชีย
เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า อีกปัจจัยที่พึงเฝ้าระวังคือ หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นจากนโยบายกู้เงินและใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐซึ่งมุ่งหวังที่จะกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กลายเป็นเงื่อนจำกัดความสามารถของรัฐบาลหลายประเทศในเอเชียหากมีปัจจัยเข้ามาทำให้เศรษฐกิจต้องสะดุดขัดอีกระลอก มีแนวโน้มสูงว่าธนาคารกลางของประเทศในเอเชียจะยังคงเหยียบคันเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าการฟื้นตัวเริ่มเสถียรแล้ว แต่เมื่อถึงตอนนั้นปริมาณเงินจำนวนมหาศาลที่กระหน่ำอัดฉีดเข้าสู่ระบบธนาคารภายในประเทศก็อาจเร่งให้เกิดเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากที่เริ่มแนวโน้มขยับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี
+หวั่นกระตุ้นเศรษฐกิจดันเงินเฟ้อพุ่ง
นายโรเบิร์ต ไพรเออร์-แวนเดสฟอร์ด นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเอชเอสซีบี กล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคในหลายประเทศของเอเชียกำลังปรับลดลงมาก็จริง แต่เงินเฟ้อก็เริ่มๆ จะส่อเค้าปรากฏขึ้นโดยจะเด่นชัดนับจากช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป "เป็นไปได้ว่า ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ อาจไม่ต้องการใช้มาตรการแรงๆ เพราะไม่อยากสกัดกั้นเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว แต่นั่นก็อาจสร้างปัญหาเงินเฟ้อตามมารวมทั้งปัญหาราคาสินทรัพย์ฟองสบู่" ยกตัวอย่างในอินเดียและเกาหลีใต้ ขณะนี้ระบบธนาคารเริ่มมีเงินล้นระบบทำให้ธนาคารกลางเริ่มออกมาส่งสัญญาณว่าจะใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นแต่ก็จะเริ่มในต้นปีหน้า ซึ่งนั่นก็จะหมายถึงการชะลออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและจะทำให้ค่าเงินของทั้งสองประเทศแข็งขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการส่งออก
1.หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากอะไร
2.ประเทศคู่ค้าหลักๆของเอเชียไม่ว่าอเมริกาหรือยุโรปจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเอเชียเพราะอะไร
3.ทำไมภูมิภาคนี้จะขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องรอถึงปลายปีหน้า
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ธปท. ชี้จีดีพีไตรมาส 2 ฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในวิกฤติรอบนี้
เลขทะเบียน 5001103124
ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน หากภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
นายพิชิต ภัทรวิมลพร ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การส่งออกและนำเข้าที่ดีขึ้น โดยตามรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ก.ค. 2552 คาดอัตราการขยายตัว หรือจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปีนี้ แต่ยังคงติดลบร้อยละ 5.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และขยายตัวได้ร้อยละ 14.5-17.5 ในปีหน้าตามที่คาดการณ์ไว้
ส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 10.6 สูงกว่าไตรมาส 1 ที่หดตัวร้อยละ 9.8 ซึ่งสาเหตุมาจากอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ตามการผลิต Hard disk Drive เครื่องรับโทรทัศน์ และ อาหารทะเลกระป๋อง
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 45.4 มาอยู่ที่ระดับ 46.3 โดยดัชนีที่เกี่ยวกับคำสั่งซื้อ ผลประกอบการและการลงทุนปรับตัวอยู่ที่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ที่อยู่เหนือระดับ 50 อยู่ที่ระดับ 50.4
สำหรับการบริโภคภาคเอกชน ในไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 1.1 จากไตรมาสที่ 1 แต่หดตัวร้อยละ 4.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการบริโภคที่ฟื้นตัวขึ้นเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท รวมถึงแผนการกู้เงินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 54.6
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 หดตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ซึ่งขณะนี้ได้สัญญาณฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านการลงทุน
1.สาเหตุของการหดตัวของอุตสาหกรรม คือ
2.การบริโภคฟื้นตัวเนื่องมาจากรัฐบาลใช้มาตรการใด
3.โอกาสในการส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวได้หรือไม่
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ นั้นสำคัญไฉน

โดยข้อมูลต่างๆเหล่านี้ นักลงทุนสามารถหาอ่าน ได้จากหนังสือพิมพ์ บทวิเคราะห์ต่างๆ หรือบทความที่นำเสนอในหน่วยงานรัฐต่างๆ ได้แก่
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย
2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
3. สำนักงานเขตในกทม. และเทศบาลในต่างจังหวัด
4. กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
5. สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
6. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
7. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ซึ่งผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ เพื่อทำให้การลงทุนต่างๆ ได้มีการวางแผนอย่างรัดกุม และสามารถมองเห็นถึงสภาวะปัจจัยเสี่ยง หรือโอกาสในการลงทุนในอนาคตได้ ดังนั้น วันนี้ ผมจึงอยากมาเกริ่น ดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่ามีความหมายเบื้องต้นอย่างไร และมีความสัมพันธ์อะไรบ้างครับ
ซึ่งปัจจัยสำคัญต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นตัวประเมินให้กับผู้ลงทุน ประกอบธุรกิจจากในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรงหรือทางอ้อม
โดยทั้งนี้หากผู้ลงทุนสนใจอยากศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมสามารถหาดูตัวเลขได้ ในเวปได์ http://www.bot.or.th/
