วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย นิธิพล อินทสุวรรณ์ เลขทะเบียน 5001103122

'ไมเนอร์'ยังไฉไล แม้ปี 52 โตเลขหลักเดียว


วิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 สร้างความระส่ำระสายไปทั่วทุกมุมโลก ภาคธุรกิจแทบทุกประเภทได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว
ไม่เว้นแม้แต่บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ"MINT" บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขนาดใหญ่ 50 อันดับแรก ที่ติดชื่อในกลุ่มSET 50 Index และเป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจอาหาร และโรงแรม ซึ่งมีแบรนด์ภายใต้การบริหารงานมากมาย อาทิ เดอะพิซซ่า คอมปะนี , ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ และแดรี่ควีน,ซิซซ์เลอร์ ฯลฯ รวมถึงโรงแรมชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ แมริออท , อนันตรา และโฟร์ซีซัน

จากผลกระทบที่ได้รับทำให้MINT ถึงกับเฉือนเป้ากำไรสุทธิปี 2552 ลง 10-20% จากปี 2551 ที่มีกำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

"ปรารถนา มงคลกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บมจ.ไมเนอร์ เผยถึงเหตุผลที่ลดเป้ากำไรสุทธิปีนี้ว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่งผลให้อัตราการเข้าพักของธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประมาณ 10-15% ในขณะที่ราคาห้องพักไม่มีการปรับลดลง นอกจากนี้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศส่งผลให้อัตราการเข้าพักลดลงประมาณ 20-25% ในขณะเดียวกันได้ปรับลดราคาค่าห้องลงเฉลี่ย 10% ต่อห้อง

ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90% อีก 10% ที่เหลือมาจากโรงแรมในต่างประเทศ
"ที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรมเป็นตัวสร้างมาร์จิน(อัตรากำไรขั้นต้น )ให้กับบริษัทมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ซึ่งช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมมี EBITDA(กำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมและดอกเบี้ยจ่าย) อยู่ที่ 27% ของ EBITDA รวม มีอัตราการเติบโตลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 40% ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้กำไรปีนี้มีแนวโน้มลดลง"

อย่างไรก็ตาม ช่วง 6 เดือนแรก ธุรกิจอาหารถือเป็นพระเอกของ MINT โดยไตรมาส 2 มีรายได้จากธุรกิจอาหาร 2,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุจากยอดขายรวมทุกสาขา เติบโต 13%

ขณะที่การปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มไมเนอร์ ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยMINT เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบมจ.ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ( MINOR) สัดส่วน 99.92% ซึ่งทำให้แหล่งที่มาของรายได้หลากหลายมากขึ้น โดยครอบคลุมเพิ่มเติมไปยังธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น, เครื่องสำอางแบรนด์ชั้นนำ และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้านั้น "ปรารถนา" ยอมรับว่าปีนี้ยังไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ตัวเลขบรรทัดสุดท้าย(กำไรสุทธิ)ของงบการเงินดีขึ้น

"ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าปีนี้ คาดว่ารายได้ลดลง 15% และ 7% ตามลำดับ ล่าสุดบริษัทได้ลงนามในสัญญาเป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้กับบริษัท Gap Inc. ในประเทศไทย โดยการนำแบรนด์ Gap เข้ามาเพิ่มเติมในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นที่บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายในปัจจุบัน อาทิ Esprit, Bossini, Timberland และ Charles&Keith ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้บริษัทเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศ"

ส่วนโค้งหลังของปี 2552 "ปรารถนา" กล่าวอย่างมั่นใจว่า ผลประกอบการMINT จะเริ่มฟื้นตัวจากครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว รวมถึงข่าวไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดที่จะออกสู่ประชาชนในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะผ่อนคลายความกังวลแก่ผู้บริโภค อีกทั้งธุรกิจอาหารจะเป็นธุรกิจหลักที่ผลักดันให้รายได้ของบริษัทเติบโตในปีนี้

นั่นคือ สถานการณ์การทำธุรกิจของ MINT ในปี 2552 ที่ได้ธุรกิจอาหารเป็นตัวช่วยไม่ให้ผลการดำเนินงานตกต่ำจนติดตัวแดงหรือขาดทุน

แต่กระนั้นก็ตาม "ปรารถนา"ยอมรับว่าปีนี้รายได้รวมของบริษัทจะเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี โดยคาดว่าจะเติบโตเพียง 8% จากปี 2551 ที่มีรายรวม 16,500 ล้านบาท โดยตัวช่วยที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นยังเป็นพระเอกคนเดิม คือ ธุรกิจอาหาร โดยคาดว่ามีอัตราการเติบโต 15% จากปีก่อน

สำหรับการปรับลดเป้ารายได้ปีนี้ลงเหลือเลขหลักเดียว เธอบอกว่าถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยครั้งแรก(คาดการณ์ช่วงปลายปีที่แล้ว) คาดว่าจะเติบโต 15-20% ครั้งที่ 2 (คาดการณ์ช่วงสิ้นไตรมาสแรก)ลดเป้ารายได้ลงเหลือ 10%
เมื่อกล่าวถึงโอกาสและช่องทางการทำธุรกิจของMINT "ปรารถนา" กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมเงินทุนไว้พร้อมสำหรับมองหาโอกาสการลงทุนในช่วง 5 เดือนข้างหน้า จนถึงต้นปี 2553 โดยได้ขอวงเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทย 4,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในระยะ 3 ปี ข้างหน้า

"เนื่องจากในช่วงดังกล่าวสถาบันการเงินในต่างประเทศจะมีการนำทรัพย์สินที่มีปัญหาออกมาขายจึงถือเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปซื้อทรัพย์สินได้ในราคาที่ถูก"

พร้อมกล่าวถึงแผนการลงทุน 5 ปี (2553-2557) ว่า เบื้องต้นกำหนดงบลงทุนไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งในส่วนของธุรกิจอาหาร โรงแรม และค้าปลีก แต่มีโอกาสที่จะเพิ่มงบลงทุนเป็น 12,000-15,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจโรงแรม หากสถานการณ์โดยรวมกลับมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น

นั่นคือ สุขภาพของMINT ท่ามกลางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่ป่วยไข้ สะท้อนชัดว่ายักษ์ตัวนี้ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ดีพอควร จากการมีธุรกิจที่หลากหลาย อีกทั้งยังส่องหาโอกาสในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124571&issue=2457

คำถาม

1. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ "Mint" เป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจอะไร ?

2. Mint ได้รับผลกระทบจาก วิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้กำไรสุทธิปีของ 2552 เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับปี 2551 และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ?

3. สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากอะไร ?



3 ความคิดเห็น:

  1. คำตอบ
    1.ธุรกิจอาหาร และโรงแรม ซึ่งมีแบรนด์ภายใต้การบริหารงานมากมาย อาทิ เดอะพิซซ่า คอมปะนี , ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ และแดรี่ควีน,ซิซซ์เลอร์ ฯลฯ รวมถึงโรงแรมชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ แมริออท , อนันตรา และโฟร์ซีซัน
    2.ประมาณ 10-15%
    3.สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90% อีก 10% ที่เหลือมาจากโรงแรมในต่างประเทศ
    "ที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรมเป็นตัวสร้างมาร์จิน

    นายชวนันท์ นาวีกิจ ID 5001203026 C2/2

    ตอบลบ
  2. 1.ธุรกิจอาหาร และโรงแรม
    2.ประมาณ 10-15%
    3.มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90% อีก 10% ที่เหลือมาจากโรงแรมในต่างประเทศ


    นายโอฬาร กาญจนเสถียร 5001103153 C2/1

    ตอบลบ
  3. 1. ธุรกิจร้านอาหาร และ โรงแรม เช่น pizza company , dairy queen , swensens
    2. ประมาณ 10-15%
    3. สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90%
    10 % ที่เหลือมาจากโรงแรมต่างประเทศ

    นาย ศรวัฒน์ พรชัยสำเร็จผล C2/2 5001203009

    ตอบลบ