'ไมเนอร์'ยังไฉไล แม้ปี 52 โตเลขหลักเดียว
วิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 สร้างความระส่ำระสายไปทั่วทุกมุมโลก ภาคธุรกิจแทบทุกประเภทได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว
ไม่เว้นแม้แต่บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ"MINT" บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขนาดใหญ่ 50 อันดับแรก ที่ติดชื่อในกลุ่มSET 50 Index และเป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจอาหาร และโรงแรม ซึ่งมีแบรนด์ภายใต้การบริหารงานมากมาย อาทิ เดอะพิซซ่า คอมปะนี , ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ และแดรี่ควีน,ซิซซ์เลอร์ ฯลฯ รวมถึงโรงแรมชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ แมริออท , อนันตรา และโฟร์ซีซัน
จากผลกระทบที่ได้รับทำให้MINT ถึงกับเฉือนเป้ากำไรสุทธิปี 2552 ลง 10-20% จากปี 2551 ที่มีกำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
"ปรารถนา มงคลกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บมจ.ไมเนอร์ เผยถึงเหตุผลที่ลดเป้ากำไรสุทธิปีนี้ว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่งผลให้อัตราการเข้าพักของธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประมาณ 10-15% ในขณะที่ราคาห้องพักไม่มีการปรับลดลง นอกจากนี้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศส่งผลให้อัตราการเข้าพักลดลงประมาณ 20-25% ในขณะเดียวกันได้ปรับลดราคาค่าห้องลงเฉลี่ย 10% ต่อห้อง
ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90% อีก 10% ที่เหลือมาจากโรงแรมในต่างประเทศ
"ที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรมเป็นตัวสร้างมาร์จิน(อัตรากำไรขั้นต้น )ให้กับบริษัทมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ซึ่งช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมมี EBITDA(กำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมและดอกเบี้ยจ่าย) อยู่ที่ 27% ของ EBITDA รวม มีอัตราการเติบโตลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 40% ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้กำไรปีนี้มีแนวโน้มลดลง"
อย่างไรก็ตาม ช่วง 6 เดือนแรก ธุรกิจอาหารถือเป็นพระเอกของ MINT โดยไตรมาส 2 มีรายได้จากธุรกิจอาหาร 2,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุจากยอดขายรวมทุกสาขา เติบโต 13%
ขณะที่การปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มไมเนอร์ ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยMINT เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบมจ.ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ( MINOR) สัดส่วน 99.92% ซึ่งทำให้แหล่งที่มาของรายได้หลากหลายมากขึ้น โดยครอบคลุมเพิ่มเติมไปยังธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น, เครื่องสำอางแบรนด์ชั้นนำ และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้านั้น "ปรารถนา" ยอมรับว่าปีนี้ยังไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ตัวเลขบรรทัดสุดท้าย(กำไรสุทธิ)ของงบการเงินดีขึ้น
"ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าปีนี้ คาดว่ารายได้ลดลง 15% และ 7% ตามลำดับ ล่าสุดบริษัทได้ลงนามในสัญญาเป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้กับบริษัท Gap Inc. ในประเทศไทย โดยการนำแบรนด์ Gap เข้ามาเพิ่มเติมในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นที่บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายในปัจจุบัน อาทิ Esprit, Bossini, Timberland และ Charles&Keith ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้บริษัทเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศ"
ส่วนโค้งหลังของปี 2552 "ปรารถนา" กล่าวอย่างมั่นใจว่า ผลประกอบการMINT จะเริ่มฟื้นตัวจากครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว รวมถึงข่าวไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดที่จะออกสู่ประชาชนในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะผ่อนคลายความกังวลแก่ผู้บริโภค อีกทั้งธุรกิจอาหารจะเป็นธุรกิจหลักที่ผลักดันให้รายได้ของบริษัทเติบโตในปีนี้
นั่นคือ สถานการณ์การทำธุรกิจของ MINT ในปี 2552 ที่ได้ธุรกิจอาหารเป็นตัวช่วยไม่ให้ผลการดำเนินงานตกต่ำจนติดตัวแดงหรือขาดทุน
แต่กระนั้นก็ตาม "ปรารถนา"ยอมรับว่าปีนี้รายได้รวมของบริษัทจะเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี โดยคาดว่าจะเติบโตเพียง 8% จากปี 2551 ที่มีรายรวม 16,500 ล้านบาท โดยตัวช่วยที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นยังเป็นพระเอกคนเดิม คือ ธุรกิจอาหาร โดยคาดว่ามีอัตราการเติบโต 15% จากปีก่อน
สำหรับการปรับลดเป้ารายได้ปีนี้ลงเหลือเลขหลักเดียว เธอบอกว่าถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยครั้งแรก(คาดการณ์ช่วงปลายปีที่แล้ว) คาดว่าจะเติบโต 15-20% ครั้งที่ 2 (คาดการณ์ช่วงสิ้นไตรมาสแรก)ลดเป้ารายได้ลงเหลือ 10%
เมื่อกล่าวถึงโอกาสและช่องทางการทำธุรกิจของMINT "ปรารถนา" กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมเงินทุนไว้พร้อมสำหรับมองหาโอกาสการลงทุนในช่วง 5 เดือนข้างหน้า จนถึงต้นปี 2553 โดยได้ขอวงเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทย 4,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในระยะ 3 ปี ข้างหน้า
"เนื่องจากในช่วงดังกล่าวสถาบันการเงินในต่างประเทศจะมีการนำทรัพย์สินที่มีปัญหาออกมาขายจึงถือเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปซื้อทรัพย์สินได้ในราคาที่ถูก"
พร้อมกล่าวถึงแผนการลงทุน 5 ปี (2553-2557) ว่า เบื้องต้นกำหนดงบลงทุนไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งในส่วนของธุรกิจอาหาร โรงแรม และค้าปลีก แต่มีโอกาสที่จะเพิ่มงบลงทุนเป็น 12,000-15,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจโรงแรม หากสถานการณ์โดยรวมกลับมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น
นั่นคือ สุขภาพของMINT ท่ามกลางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่ป่วยไข้ สะท้อนชัดว่ายักษ์ตัวนี้ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ดีพอควร จากการมีธุรกิจที่หลากหลาย อีกทั้งยังส่องหาโอกาสในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124571&issue=2457
คำถาม
1. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ "Mint" เป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจอะไร ?
2. Mint ได้รับผลกระทบจาก วิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้กำไรสุทธิปีของ 2552 เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับปี 2551 และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ?
3. สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากอะไร ?

22 กันยายน 2552 เวลา 22:09
คำตอบ
ตอบลบ1.ธุรกิจอาหาร และโรงแรม ซึ่งมีแบรนด์ภายใต้การบริหารงานมากมาย อาทิ เดอะพิซซ่า คอมปะนี , ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ และแดรี่ควีน,ซิซซ์เลอร์ ฯลฯ รวมถึงโรงแรมชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ แมริออท , อนันตรา และโฟร์ซีซัน
2.ประมาณ 10-15%
3.สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90% อีก 10% ที่เหลือมาจากโรงแรมในต่างประเทศ
"ที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรมเป็นตัวสร้างมาร์จิน
นายชวนันท์ นาวีกิจ ID 5001203026 C2/2
1.ธุรกิจอาหาร และโรงแรม
ตอบลบ2.ประมาณ 10-15%
3.มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90% อีก 10% ที่เหลือมาจากโรงแรมในต่างประเทศ
นายโอฬาร กาญจนเสถียร 5001103153 C2/1
23 กันยายน 2552 เวลา 08:25
1. ธุรกิจร้านอาหาร และ โรงแรม เช่น pizza company , dairy queen , swensens
ตอบลบ2. ประมาณ 10-15%
3. สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90%
10 % ที่เหลือมาจากโรงแรมต่างประเทศ
นาย ศรวัฒน์ พรชัยสำเร็จผล C2/2 5001203009