วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

นาย วิศรุฒิม์ ชูเดช เลขทะเบียน 5001203038


พันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (TIPS)
สำนักวิจัยหลายแห่งคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในปี 2553 อันเป็นผลจากที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้พยายามดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ มักพ่วงตามมาด้วยปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ภาวะเงินเฟ้อนอกจากจะเป็นตัวลดทอนอำนาจการจับจ่ายใช้สอยแล้ว ยังเป็นตัวสกัดกั้นการเติบโตของการออมและการลงทุน ผลกระทบนี้จะเกิดมากเป็นพิเศษกับผู้ออมเงินที่พยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการลงทุนโดยการยึดผลตอบแทนไว้กับการฝากเงินธนาคาร หรือลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ และเมื่อเงินเฟ้อทำให้นักลงทุนต้องเผชิญกับภาวการณ์ที่เรียกกันในภาษาทางการเงินว่า “อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบ” แล้ว รูปแบบของการออมเงินแบบปกติจึงไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนอีกต่อไป
พันธบัตรรักษาอำนาจซื้อ ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกสำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการคาดหวังผลตอบแทนที่อิงกับความเสี่ยง มากนัก แต่สามารถได้รับผลตอบแทนที่สามารถชนะเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกระแสเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี พันธบัตรประเภทนี้มีชื่อเรียกต่างกันไป ตามแต่ประเทศผู้ออก ยกตัวอย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมเรียกพันธบัตรประเภทนี้ว่า Treasury Inflation-Protected Securities หรือ Treasury Inflation-Indexed Securities มีชื่อเล่นเรียกว่า TIPS ส่วนในประเทศอังกฤษนิยมเรียกว่า Inflation-Linked Bonds หรือ ILB ในขณะที่พันธบัตรประเภทนี้เป็นที่รู้กันในประเทศแคนาดาว่า Real Return Bond หรือ RRB
โครงสร้างของพันธบัตรประเภทนี้ ยึดหลักที่ว่ามูลค่าเงินต้นจะไม่ถูกบั่นทอนด้วยเงินเฟ้อ พันธบัตรประเภท TIPS มักจ่ายดอกเบี้ยหน้าตั๋วในอัตราคงที่ แต่มูลค่า ของดอกเบี้ยจ่ายจะแปรผันตามเงินต้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามดัชนีที่ใช้อ้างอิง ซึ่งที่นิยมกันมากคือดัชนีราคาผู้บริโภค ทั้งนี้เมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน นักลงทุนหรือผู้ถือพันธบัตรจะได้รับเงินต้นคืนตามมูลค่าของเงินต้นที่เพิ่มขึ้นจากดัชนีราคาผู้บริโภค หรือเงินต้นตามราคาหน้าตั๋ว ขึ้นอยู่กับว่ามูลค่าใดสูงกว่ากัน พูดง่ายๆ ว่า TIPS จะให้ผลตอบแทน 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือดอกเบี้ยหน้าตั๋วจะให้ผลตอบแทนในอัตราคงที่ และอีกส่วนคือเงินต้นหรือมูลค่าตราสารที่แปรผันไปตามอัตราเงินเฟ้อ
ตัวอย่างหนึ่งของการลงทุน TIPS เช่น นาย ก ลงทุนซื้อ TIPS มูลค่า 1 หมื่นบาท อายุคงเหลือ 5 ปี ให้ผลตอบแทน 1% ต่อปี ดังนั้นผลตอบแทนต่อปีจะมีค่าเท่ากับ 100 บาท และถ้าปีแรกอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% เงินต้นของนาย ก จะอยู่ที่ 1.02 หมื่นบาท ด้วยอัตราผลตอบแทน 1% จะทำให้นาย ก ได้รับดอกเบี้ย 102 บาทในปีนั้น และหากว่านาย ก ถือ TIPS นี้ไปจนครบ 5 ปีแล้วอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 2% นาย ก จะได้รับเงินต้นคืนที่ 1.02 หมื่นบาท บวกด้วยดอกเบี้ย 102 บาท เป็น 10,320 บาท ในวันที่ไถ่ถอนพันธบัตร
นับเป็นความโชคดีของนักลงทุนไทย ที่เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวว่าสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีแผนจะออก TIPS ในปีงบประมาณ 2553 มูลค่าประมาณ 2,500-5,000 ล้านบาท ให้นักลงทุนใช้เป็นแหล่งพักพิงเงินออมภายใต้เงื่อนไขที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านเครดิตโดยไม่ละเลยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
ในด้านของผู้ออก กระบวนการออกพันธบัตรรักษาอำนาจซื้อนั้น ย่อมจะ ยุ่งยากและซับซ้อนกว่าการออกพันธบัตรแบบปกติทั่วไป รัฐบาลซึ่งเป็นแกนนำในการริเริ่มออกพันธบัตรประเภทนี้ จะต้องให้ความรู้แก่นักลงทุนทั้งในด้านโครงสร้างและคุณลักษณะของ TIPS, การจัดการเรื่องภาษีและการลงบัญชี รวมไปถึงการศึกษาสภาพคล่องและระบบการซื้อขายในตลาดรอง ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงผลได้ที่ต้องแลกกับความยุ่งยากนี้ ก็ยังคุ้มค่าเพราะการออกพันธบัตรประเภทนี้จะเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับระบบการเงินของประเทศไทยต่อไป

ที่มา Post Today
คำถาม
1.ตัวอย่างหนึ่งของการลงทุน TIPS
2.TIPS จะให้ผลตอบแทน 2 ส่วน คือ
3.ในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมเรียกพันธบัตรประเภทนี้ว่า อะไร

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

รถยนต์นอกทะลักรับภาษี0% > 11รุ่นอาเซียนบุก 1 ม.ค.53/ฟอร์ดเอสแคป ลดสูงสุด 6.5 หมื่น

นาย วิศรุฒิม์ ชูเดช เลขทะเบียน 5001203038


รถยนต์นอกทะลักรับภาษี0% > 11รุ่นอาเซียนบุก 1 ม.ค.53/ฟอร์ดเอสแคป ลดสูงสุด 6.5 หมื่น
11 รุ่นรถอาเซียนเตรียมลดราคารับภาษีอาฟต้าเหลือ 0% ปรับลดสูงสุด 6.5 หมื่นบาท สถาบันยานยนต์เชื่อคนไทยแห่รับรถหลังปีใหม่ โตโยต้าคาดลดแค่ 5% ไม่หวือหวา ชี้ อะวานซ่าจากอินโดนีเซีย ขายน้อยแค่ 1พันคัน/เดือน ด้านค่ายฮอนด้าเชื่อไทยส่งออกเจาะอาเซียนได้มากขึ้น
นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ตามข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาฟต้า จะปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจาก 5% เหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 จะทำให้รถยนต์ที่นำเข้าจากประเทศอาเซียนรุ่นก่อตั้ง 5 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มีต้นทุนภาษีลดลงอีก 5% ส่งผลให้ราคารถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศ อาจลดลงอีก 5% ซึ่งช่วยให้ตลาดรถยนต์ต้นปี 2553 คึกคักขึ้น เหมือนคราวที่ไทยประกาศอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเอทานอล อี 20 จาก 30% ลดเหลือ 25% เมื่อ 1 มกราคม 2551 ทำให้ยอดขายรถยนต์นั่งคึกคักขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก
ปัจจุบันรถยนต์นั่งที่นำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมี มาสด้า 3, ฟอร์ด โฟกัส และฟอร์ด เอสเคป โตโยต้า อแวนซา และโตโยต้า อินโนว่า จากอินโดนีเซีย นอกจากนี้มี โปรตอน จากมาเลเซีย
"การปรับลดภาษีนำเข้ารถเหลือ 0% ตามข้อตกลงอาฟต้า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 นี้ ไม่รวมกับสต๊อกรถที่นำเข้ามาก่อนหน้านั้น ดังนั้นคาดว่าค่ายรถยนต์ทุกรายจะชะลอการนำเข้ารถจากโรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียน ในช่วงไตรมาสสุดท้าย แต่จะเริ่มเปิดรับจองรถราคาใหม่ ที่ปรับลดลง 5% ตั้งแต่ในงานมหกรรมยานยนต์ หรือมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ช่วงต้นเดือนธันวาคม ก่อนส่งมอบรถให้กับลูกค้าในช่วงต้นเดือนมกราคม 2553"
*เอสเคปลดสูงสุด 5.5-6.5 หมื่นบาท
จากการสำรวจของ"ฐานเศรษฐกิจ"พบว่า รถยนต์ทั้งที่จำหน่ายอยู่ในตลาดและที่กำลังนำมาจำหน่ายจะได้รับการปรับภาษีนำเข้าตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน มีจำนวนทั้งสิ้น 11 รุ่น ประกอบด้วย มาสด้า 3 ซึ่งมีราคา 897,000-1,110,000 บาท ราคาใหม่หลัง ม.ค. 2553 อาจลดลง 44,850-55,500 บาท เหลือ 852,150-1,054,5000 บาท ฟอร์ด โฟกัส 1,099,000 บาท ลดลง 54,950 บาท เหลือ1,044,050 บาท เอสเคป 1,119,000-1,319,000 บาท ลดลง 55,950- 65,950 บาท เหลือ 1,06,050-1,253,050 บาท
เกีย ปิแคนโต ราคา 449,000 บาท ลด 24,950 บาท เหลือ 424,050 บาท นาซ่า ฟอร์ซ่า379,000-389,000 บาทลดลง 18,950- 19,450 บาท เหลือ 360,050-36,9550 บาท โปรตอน แซฟวี่ 399,000-469,000 บาท ลดลง 19,950- 23,450 บาท เหลือ 379,050-445,550 บาท นีโอ 1.6 ลิตร 499,000-564,000 บาท ลดลง 23,450-28,200 บาท เหลือ 475,550-535,800 บาท บาท นีโอ ซีพีเอส 658,000-698,000 บาท ลดลง 32,900-34,900 บาท เหลือ 625,100-663,100 บาท เจน 2 ขนาด 1.6 ลิตร ราคา 549,000-629,000 บาท ลดลง 27,450 - 31,450 บาท เหลือ 521,550-597,550 บาท เพอร์โซน่า ซีเอ็นจี ราคา 549,000-629,000 บาท ลดลง 27,450- 31,450 บาท เหลือ 521,550-597,550 บาท โตโยต้า อินโนว่า ราคา 844,000-1,079,000 บาท ลดลง 42,200- 53,950 บาท เหลือ 801,800 -1,025,050 บาท โตโยต้า อแวนซา ราคา 579,000-704,000 บาท ลดลง 28,950- 35,200 บาท เหลือ 550,050-668,800 บาท
*ค่ายรถชี้ลดภาษีดีแต่ตลาดไม่หวือ
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่งฯ และนายกสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย กล่าวถึงการลดภาษีนำเข้ารถยนต์เหลือ 0% ว่า ตามข้อตกลงกำหนดว่าทุกประเทศสมาชิกก่อตั้งต้องปรับลดเหลือ 0% ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2553 ก็จริง แต่บางประเทศที่เสียผลประโยชน์อาจชะลอการประกาศลดภาษีนำเข้า นอกจากนี้ ยังไม่มีบริษัทรถยนต์รายใดรับประกันว่า เมื่อลดภาษีนำเข้าจาก 5% เหลือ 0% จะปรับราคาลดลงอีก 5% ตามการปรับลดภาษีนำเข้า เพราะยังมีภาษีซ้ำซ้อนอีกหลายขั้นตอน ดังนั้น อาจไม่ทำให้ตลาดรถยนต์คึกคักขึ้นอย่างมากมาย เหมือนอย่างคราวที่ไทยประกาศลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์จาก 30% เหลือ 25% ซึ่งทำให้ราคารถลดลงถึง 5% เต็มๆ
ที่ผ่านมา โตโยต้านำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากอินโดนีเซียประเทศเดียว ประกอบด้วย โตโยต้า อแวนซา และโตโยต้า อินโนว่า ซึ่งยอดจำหน่ายไม่สูงนัก รวมยอดขายประมาณ 1,000 คัน/เดือน แต่ยังไม่อาจยืนยันได้ว่า หลัง 1 มกราคม 2553 โตโยต้าจะปรับลดราคาลงอีกเต็ม 5% หรือไม่
นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด สำนักงานใหญ่ของฮอนด้าในเอเชีย-แปซิฟิก และรองประธานกลุ่มสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า การปรับลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงอาฟต้าไม่น่าจะมีผลกระทบกับโครงสร้างตลาดรถยนต์ของไทยมากนัก เนื่องจากไม่มีรถรุ่นใหม่ๆจากประเทศเพื่อนบ้านมาจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งราคารถยนต์จากเสียภาษีนำเข้า 5% ก็แตกต่างจากราคารถยนต์ที่เสียภาษีนำเข้า 0 % ไม่มากนัก จึงไม่น่าจะทำให้ตลาดรถยนต์นั่งคึกคักขึ้นมากมายเหมือนตอนที่ประกาศปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์อี 20 จาก 30% เหลือ 25 % เมื่อต้นเดือนมกราคม 2551
บริษัท เคยนำเข้ารถยนต์ ฮอนด้า สตรีม จากอินโดนีเซียมาจำหน่ายในไทย แต่ปัจจุบันไม่ได้นำเข้าแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆนี้ ฮอนด้าได้เริ่มเปิดตัว ฮอนด้า ฟรีด (Freed) รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยประกอบที่โรงงานฮอนด้าในอินโดนีเซีย เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบัน ยังผลิตไม่พอกับความต้องการในประเทศ ส่วนจะนำเข้ามาเปิดจำหน่ายในประเทศไทยในช่วงงานมหกรรมยานยนต์หรือมอเตอร์เอ็กซ์โปหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัท เคยนำรถยนต์รุ่นดังกล่าวมาแนะนำให้ผู้บริโภคไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2009 เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
*อานิงส์ส่งถึงตลาดส่งออก
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์ชั้นนำทั้งสองบริษัท ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย และส่งออกเป็นรถยนต์สำเร็จรูปทั้งคันไปยังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ก็จะได้รับอานิสงส์การปรับลดภาษีนำเข้าจาก 5% เหลือ 0 % เช่นเดียวกัน แต่ราคารถยนต์จะลดลงหรือไม่ ขึ้นกับว่าประเทศนั้นๆ จะตั้งกำแพงภาษีสรรพสามิตเพื่อสกัดกั้นรถจากไทยหรือไม่
โดยปัจจุบัน ฮอนด้า ส่งออกไปยังอินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน รวม 5 รุ่นประกอบด้วย ซิตี้ แจ๊ซ ซีวิค แอคคอร์ด และซีอาร์-วี ส่งออกไปยังฟิลิปปินส์ 3 รุ่น ประกอบด้วย แจ๊ซ แอคคอร์ด และซีอาร์-วี ไปยังฟิลิปปินส์ ส่งออกไปมาเลเซีย 1 รุ่นคือ ฮอนด้า แจ๊ซ

ทีมา จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2463 20 ก.ย. - 23 ก.ย. 2552

คำถาม
1.ปัจจุบันรถยนต์นั่งที่นำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมีอะไรบ้าง
2.รถยนต์ ฮอนด้า สตรีม จำหน่ายในไหน
3.โตโยต้านำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากอินโดนีเซียประเทศเดียว ประกอบด้วย

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย นิธิพล อินทสุวรรณ์ เลขทะเบียน 5001103122
กองทุนฟื้นฟูกำเงิน181 ล้าน ขายที่โล่งตรวจไม่พบ'นอมินี'
กองทุนฟื้นฟูฯ นัดผู้ชนะประมูลซื้อที่ดิน 2 แปลงจ่ายเงินทั้งหมดรวม 181 ล้านบาท ภายในวันที่ 5ต.ค. ก่อนโอนสิทธิ -โล่งใจหลังเช็กคุณสมบัติเชิงลึกไม่พบความผิดปกติหรือเป็นนอมินีทั้งบริษัท อุดมพร ฟาร์มา จำกัดและนายศิริศักดิ์ ประดิษฐ์ชัย 2 ผู้ชนะการประมูลซื้อที่ดินเชียงรายและหาดใหญ่
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายจัดการกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ออกประกาศจำหน่ายทรัพย์สินจำนวน 3 รายการ โดยวิธียื่นซองประกวดราคา ครั้งที่ 1 / 2552 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552 ที่ดินพร้อมสวนป่า (ไร่สินธร) ที่ตำบลดอนสิลา ตำบลผางาม อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่กว่าจำนวน 1,243 ไร่ โดยบริษัท อุดมพร ฟาร์มา จำกัด เป็นผู้ชนะการประกวดราคาด้วยการเสนอราคาสูงสุดวงเงิน 105.87 ล้านบาท จากที่มีผู้ยื่นซองประกวดราคา 4 ราย
ขณะที่ที่ดินพร้อมโกดังและอาคารสำนักงาน ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่กว่า 3 ไร่โดยมีนายศิริศักดิ์ ประดิษฐ์ชัย เป็นผู้ชนะการประมูลในราคา 76 ล้านบาทจากที่มีผู้ยื่นซองประกวดราคา 2 ราย
ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไปในวันที่ 11 กันยายน 2552 ผู้ชนะการประมูลจะต้องจ่ายเงินให้กับกองทุนจำนวน 25% ของวงเงินที่ชนะการประมูล หลังจากที่วางเงินมัดจำจำนวน 10 ล้านบาท ในวันที่ 4 กันยายน 2552 จากนั้นในวันที่ 14 กันยายน 2552 กองทุนจะนัดผู้ชนะการประมูลเข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขายอย่างเป็นทางการ และผู้ชนะจะต้องจ่ายเงินทั้งหมดในวันที่ 5 ตุลาคม 2552 ก่อนที่จะทำการโอนต่อไป
ด้านนายสาทร โตโพธิ์ไทย ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและติดตามทรัพย์สิน ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำการตรวจสอบคุณสมบัติเชิงลึกของผู้ชนะการประมูลที่ดินกองทุนทั้ง 2 รายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่พบความผิดปกติ หรือการเป็นนอมินีของผู้ที่กฎหมายต้องห้ามแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ดินภูเก็ตที่ยังไม่มีผู้สนใจยื่นซองประมูลนั้น เบื้องต้นคงต้องรอคณะกรรมการ (บอร์ด) กองทุนฟื้นฟูฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ดินว่างเปล่าที่ ตำบลรัษฎา (สั้นใน) อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 46 - 2 - 92 ไร่นั้น ไม่มีผู้ยื่นซองเสนอราคาเลย เบื้องต้นคาดว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เหมาะกับการสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ต แต่เนื่องจากปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจดังกล่าวประกอบกับการธุรกิจท่องเที่ยวยังค่อนข้างซบเซา จึงอาจทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนออกไปก่อนโดยรอสัญญาณเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
คำถาม
1. ธปท. คือ ?
2. ผู้ชนะการประมูลจะต้องจ่ายเงินให้กับกองทุนจำนวนเท่าใด ของวงเงินที่ชนะการประมูล ?
3. ที่ดินว่างเปล่าที่ ตำบลรัษฎา (สั้นใน) อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ไม่มีผู้ยื่นซองเสนอราคาเลย เบื้องต้นคาดว่ามาจากสาเหตุใด ?

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย นิธิพล อินทสุวรรณ์ เลขทะเบียน 5001103122

'ไมเนอร์'ยังไฉไล แม้ปี 52 โตเลขหลักเดียว


วิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 สร้างความระส่ำระสายไปทั่วทุกมุมโลก ภาคธุรกิจแทบทุกประเภทได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว
ไม่เว้นแม้แต่บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ"MINT" บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขนาดใหญ่ 50 อันดับแรก ที่ติดชื่อในกลุ่มSET 50 Index และเป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจอาหาร และโรงแรม ซึ่งมีแบรนด์ภายใต้การบริหารงานมากมาย อาทิ เดอะพิซซ่า คอมปะนี , ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ และแดรี่ควีน,ซิซซ์เลอร์ ฯลฯ รวมถึงโรงแรมชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ แมริออท , อนันตรา และโฟร์ซีซัน

จากผลกระทบที่ได้รับทำให้MINT ถึงกับเฉือนเป้ากำไรสุทธิปี 2552 ลง 10-20% จากปี 2551 ที่มีกำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

"ปรารถนา มงคลกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บมจ.ไมเนอร์ เผยถึงเหตุผลที่ลดเป้ากำไรสุทธิปีนี้ว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่งผลให้อัตราการเข้าพักของธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประมาณ 10-15% ในขณะที่ราคาห้องพักไม่มีการปรับลดลง นอกจากนี้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศส่งผลให้อัตราการเข้าพักลดลงประมาณ 20-25% ในขณะเดียวกันได้ปรับลดราคาค่าห้องลงเฉลี่ย 10% ต่อห้อง

ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากโรงแรมในประเทศถึง 90% อีก 10% ที่เหลือมาจากโรงแรมในต่างประเทศ
"ที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรมเป็นตัวสร้างมาร์จิน(อัตรากำไรขั้นต้น )ให้กับบริษัทมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ซึ่งช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมมี EBITDA(กำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมและดอกเบี้ยจ่าย) อยู่ที่ 27% ของ EBITDA รวม มีอัตราการเติบโตลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 40% ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้กำไรปีนี้มีแนวโน้มลดลง"

อย่างไรก็ตาม ช่วง 6 เดือนแรก ธุรกิจอาหารถือเป็นพระเอกของ MINT โดยไตรมาส 2 มีรายได้จากธุรกิจอาหาร 2,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุจากยอดขายรวมทุกสาขา เติบโต 13%

ขณะที่การปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มไมเนอร์ ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยMINT เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบมจ.ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ( MINOR) สัดส่วน 99.92% ซึ่งทำให้แหล่งที่มาของรายได้หลากหลายมากขึ้น โดยครอบคลุมเพิ่มเติมไปยังธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น, เครื่องสำอางแบรนด์ชั้นนำ และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้านั้น "ปรารถนา" ยอมรับว่าปีนี้ยังไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ตัวเลขบรรทัดสุดท้าย(กำไรสุทธิ)ของงบการเงินดีขึ้น

"ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าปีนี้ คาดว่ารายได้ลดลง 15% และ 7% ตามลำดับ ล่าสุดบริษัทได้ลงนามในสัญญาเป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้กับบริษัท Gap Inc. ในประเทศไทย โดยการนำแบรนด์ Gap เข้ามาเพิ่มเติมในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นที่บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายในปัจจุบัน อาทิ Esprit, Bossini, Timberland และ Charles&Keith ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้บริษัทเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศ"

ส่วนโค้งหลังของปี 2552 "ปรารถนา" กล่าวอย่างมั่นใจว่า ผลประกอบการMINT จะเริ่มฟื้นตัวจากครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว รวมถึงข่าวไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดที่จะออกสู่ประชาชนในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะผ่อนคลายความกังวลแก่ผู้บริโภค อีกทั้งธุรกิจอาหารจะเป็นธุรกิจหลักที่ผลักดันให้รายได้ของบริษัทเติบโตในปีนี้

นั่นคือ สถานการณ์การทำธุรกิจของ MINT ในปี 2552 ที่ได้ธุรกิจอาหารเป็นตัวช่วยไม่ให้ผลการดำเนินงานตกต่ำจนติดตัวแดงหรือขาดทุน

แต่กระนั้นก็ตาม "ปรารถนา"ยอมรับว่าปีนี้รายได้รวมของบริษัทจะเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี โดยคาดว่าจะเติบโตเพียง 8% จากปี 2551 ที่มีรายรวม 16,500 ล้านบาท โดยตัวช่วยที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นยังเป็นพระเอกคนเดิม คือ ธุรกิจอาหาร โดยคาดว่ามีอัตราการเติบโต 15% จากปีก่อน

สำหรับการปรับลดเป้ารายได้ปีนี้ลงเหลือเลขหลักเดียว เธอบอกว่าถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยครั้งแรก(คาดการณ์ช่วงปลายปีที่แล้ว) คาดว่าจะเติบโต 15-20% ครั้งที่ 2 (คาดการณ์ช่วงสิ้นไตรมาสแรก)ลดเป้ารายได้ลงเหลือ 10%
เมื่อกล่าวถึงโอกาสและช่องทางการทำธุรกิจของMINT "ปรารถนา" กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมเงินทุนไว้พร้อมสำหรับมองหาโอกาสการลงทุนในช่วง 5 เดือนข้างหน้า จนถึงต้นปี 2553 โดยได้ขอวงเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทย 4,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในระยะ 3 ปี ข้างหน้า

"เนื่องจากในช่วงดังกล่าวสถาบันการเงินในต่างประเทศจะมีการนำทรัพย์สินที่มีปัญหาออกมาขายจึงถือเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปซื้อทรัพย์สินได้ในราคาที่ถูก"

พร้อมกล่าวถึงแผนการลงทุน 5 ปี (2553-2557) ว่า เบื้องต้นกำหนดงบลงทุนไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งในส่วนของธุรกิจอาหาร โรงแรม และค้าปลีก แต่มีโอกาสที่จะเพิ่มงบลงทุนเป็น 12,000-15,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจโรงแรม หากสถานการณ์โดยรวมกลับมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น

นั่นคือ สุขภาพของMINT ท่ามกลางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่ป่วยไข้ สะท้อนชัดว่ายักษ์ตัวนี้ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ดีพอควร จากการมีธุรกิจที่หลากหลาย อีกทั้งยังส่องหาโอกาสในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124571&issue=2457

คำถาม

1. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ "Mint" เป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจอะไร ?

2. Mint ได้รับผลกระทบจาก วิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้กำไรสุทธิปีของ 2552 เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับปี 2551 และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ?

3. สัดส่วนรายได้ของ MINT มาจากอะไร ?



วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจเอเชียเริ่มกระเตื้อง นักวิเคราะห์เตือนระวังภัยเงินเฟ้อปีหน้า

จัดทำโดย นาย เจน จงจันสี
เลขทะเบียน 5001103124


ภูมิภาคเอเชียกำลังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังจากที่เศรษฐกิจจีนยังคงมีการเติบโตและมาตรการทุ่มเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมทั้งมาตรการปรับลดดอกเบี้ยในหลายประเทศเริ่มส่งผลลัพธ์เชิงบวก แต่กระนั้นก็ตามอุปสรรคและความเสี่ยงยังคงมีอยู่

นับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา การผลิตในภาคอุตสาหกรรมซึ่งดีดตัวขึ้นมากได้เป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกปรับทิศทางสูงขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตหลายรายในภูมิภาคนี้จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลงท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่ขยายลามไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าทิศทางที่ดูจะฟื้นตัวขึ้นบ้างนี้ยังมีข้อควรระมัดระวังหลายประการ เนื่องจากตลาดส่งออกหลักๆ ยังคงอ่อนกำลังและไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจีนจะยังคงสามารถขับดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อีกนานแค่ไหน นอกจากนี้หากโลกสามารถหลีกเลี่ยงการดำดิ่งทางเศรษฐกิจต่อไป ราคาสินค้าที่ขยับสูงขึ้นก็อาจสร้างปัญหาด้านเงินเฟ้อให้กับรัฐบาลทั่วโลก และสร้างแรงกดดันให้จำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะยอมเสี่ยงกับเงินเฟ้อมากขึ้นหรือจะยอมยั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

นายนิคิเลช บัตตาชารียา นักวิเคราะห์จากมูดี้ส์ ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย-แปซิฟิกจะไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือแข็งแกร่ง เขาเชื่อเช่นเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนว่ากว่าภูมิภาคนี้จะเริ่มมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแรงอีกครั้งก็น่าจะเป็นปลายปีหน้า (ปี 2553) ภาพรวมในขณะนี้คือ บริษัทเอกชนยังคงปรับลดการลงทุนและลดต้นทุนค่าจ้าง อุปสงค์ภายในประเทศส่วนใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ขณะเดียวกับที่ตลาดคู่ค้าหลักๆ ของภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่นำเข้าสินค้าส่งออกของเอเชีย-แปซิฟิก อาทิ รถยนต์ โทรทัศน์ เครื่องจักรกล และอื่นๆ ต่างยังคงอยู่ในภาวะซบเซา ส่งผลกระทบมายังผู้ส่งออกของเอเชีย

เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า อีกปัจจัยที่พึงเฝ้าระวังคือ หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นจากนโยบายกู้เงินและใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐซึ่งมุ่งหวังที่จะกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กลายเป็นเงื่อนจำกัดความสามารถของรัฐบาลหลายประเทศในเอเชียหากมีปัจจัยเข้ามาทำให้เศรษฐกิจต้องสะดุดขัดอีกระลอก มีแนวโน้มสูงว่าธนาคารกลางของประเทศในเอเชียจะยังคงเหยียบคันเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าการฟื้นตัวเริ่มเสถียรแล้ว แต่เมื่อถึงตอนนั้นปริมาณเงินจำนวนมหาศาลที่กระหน่ำอัดฉีดเข้าสู่ระบบธนาคารภายในประเทศก็อาจเร่งให้เกิดเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากที่เริ่มแนวโน้มขยับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี

+หวั่นกระตุ้นเศรษฐกิจดันเงินเฟ้อพุ่ง

นายโรเบิร์ต ไพรเออร์-แวนเดสฟอร์ด นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเอชเอสซีบี กล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคในหลายประเทศของเอเชียกำลังปรับลดลงมาก็จริง แต่เงินเฟ้อก็เริ่มๆ จะส่อเค้าปรากฏขึ้นโดยจะเด่นชัดนับจากช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป "เป็นไปได้ว่า ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ อาจไม่ต้องการใช้มาตรการแรงๆ เพราะไม่อยากสกัดกั้นเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว แต่นั่นก็อาจสร้างปัญหาเงินเฟ้อตามมารวมทั้งปัญหาราคาสินทรัพย์ฟองสบู่" ยกตัวอย่างในอินเดียและเกาหลีใต้ ขณะนี้ระบบธนาคารเริ่มมีเงินล้นระบบทำให้ธนาคารกลางเริ่มออกมาส่งสัญญาณว่าจะใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นแต่ก็จะเริ่มในต้นปีหน้า ซึ่งนั่นก็จะหมายถึงการชะลออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและจะทำให้ค่าเงินของทั้งสองประเทศแข็งขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการส่งออก

1.หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากอะไร
2.ประเทศคู่ค้าหลักๆของเอเชียไม่ว่าอเมริกาหรือยุโรปจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเอเชียเพราะอะไร
3.ทำไมภูมิภาคนี้จะขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องรอถึงปลายปีหน้า

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ธปท. ชี้จีดีพีไตรมาส 2 ฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในวิกฤติรอบนี้

จัดทำโดย นาย เจน จงจันสี
เลขทะเบียน 5001103124


ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน หากภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

นายพิชิต ภัทรวิมลพร ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การส่งออกและนำเข้าที่ดีขึ้น โดยตามรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ก.ค. 2552 คาดอัตราการขยายตัว หรือจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปีนี้ แต่ยังคงติดลบร้อยละ 5.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และขยายตัวได้ร้อยละ 14.5-17.5 ในปีหน้าตามที่คาดการณ์ไว้
ส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 10.6 สูงกว่าไตรมาส 1 ที่หดตัวร้อยละ 9.8 ซึ่งสาเหตุมาจากอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ตามการผลิต Hard disk Drive เครื่องรับโทรทัศน์ และ อาหารทะเลกระป๋อง

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 45.4 มาอยู่ที่ระดับ 46.3 โดยดัชนีที่เกี่ยวกับคำสั่งซื้อ ผลประกอบการและการลงทุนปรับตัวอยู่ที่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ที่อยู่เหนือระดับ 50 อยู่ที่ระดับ 50.4

สำหรับการบริโภคภาคเอกชน ในไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 1.1 จากไตรมาสที่ 1 แต่หดตัวร้อยละ 4.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการบริโภคที่ฟื้นตัวขึ้นเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท รวมถึงแผนการกู้เงินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 54.6

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 หดตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ซึ่งขณะนี้ได้สัญญาณฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านการลงทุน





1.สาเหตุของการหดตัวของอุตสาหกรรม คือ


2.การบริโภคฟื้นตัวเนื่องมาจากรัฐบาลใช้มาตรการใด


3.โอกาสในการส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวได้หรือไม่

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย พร้อมวุฒิ บุญเจริญ เลขทะเบียน 5001103135



ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ นั้นสำคัญไฉน
พอเมื่อสิ้นเดือนที่ไร ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ก็ทยอยออกมาอย่างพรั่งพรู บ้างก็ทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นบ้าง บ้างก็ส่งผลให้เกิดภาพเชิงลบกับตลาดทุนบ้าง ดังนั้นผู้ลงทุนเอง ควรจะรู้ถึงความหมายของตัวเลข หรือทีมาเหล่านี้ ว่ามาจากอะไร และมันบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจตอนนี้อย่างไรได้บ้าง
โดยล่าสุดดัชนีเศรษฐกิจในเดือน ที่ประกาศในวันที่ 29 มิ.ย. 52 ทีผ่านมา ก็บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทย ยังมีการขยายตัวต่อเนื่องแม้เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยที่ดุลการค้าล่าสุดขาดดุลถึง762ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เนื่องจากการนำเข้าที่มากขึ้น แต่การส่งออกยังขยายตัวได้อยู่ และเมื่อเปรียบเทียบเดือนมิ.ย. เกินดุลอยู่ 926ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การบริโภคภาคเอกชน ยังเติบโตมากขึ้น
ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวจากการขาดดุลการค้าส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว แต่ปริมาณเงินไหลออกยังถือว่าไม่มาก เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ยังปรับตัวได้ดีอยู่ ทั้งนี้หากท่านนักลงทุนต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถ
โดยในเบื้องต้นเพื่อนนักลงทุนสามารถอ่านความหมาย เบื้องต้น เกี่ยวกับดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ ตามข้อมูลด้านล่าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ เป็นการรวบรวมดัชนีและเครื่องชี้ต่าง ๆ ที่จัดทำเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ ประกอบด้วย ดัชนีพ้องเศรษฐกิจและดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย ดัชนีค่าเงินบาท และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ

โดยข้อมูลต่างๆเหล่านี้ นักลงทุนสามารถหาอ่าน ได้จากหนังสือพิมพ์ บทวิเคราะห์ต่างๆ หรือบทความที่นำเสนอในหน่วยงานรัฐต่างๆ ได้แก่
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย
2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
3. สำนักงานเขตในกทม. และเทศบาลในต่างจังหวัด
4. กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง

5. สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
6. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
7. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


ซึ่งผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ เพื่อทำให้การลงทุนต่างๆ ได้มีการวางแผนอย่างรัดกุม และสามารถมองเห็นถึงสภาวะปัจจัยเสี่ยง หรือโอกาสในการลงทุนในอนาคตได้ ดังนั้น วันนี้ ผมจึงอยากมาเกริ่น ดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่ามีความหมายเบื้องต้นอย่างไร และมีความสัมพันธ์อะไรบ้างครับ

ดัชนีชี้นำและดัชนีพ้องเศรษฐกิจ นับเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่นักลงทุนควรให้ความใส่ใจ เพื่อจะได้รู้ถึงสภาวะเศรษฐกิจ ภาพรวมการลงทุน หรือสัญญาณบ่งชี้ ถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต หรือดูจุดเปลี่ยนของแนวโน้ม ไม่ว่าจุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุด ของวัฎจักรเศรษฐกิจนั้นๆ โดยผู้ลงทุนควรมีความรู้ความเข้าใจ เบื้องต้นในการตีความหมาย เพื่อทำให้การลงทุน นั้นๆ ได้ลดความเสี่ยงออกไป หรืออย่างน้อยจะสามารถเข้าใจถึงกลไก และสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุนในอนาคตได้ ได้แก่ อัตราการขยายตัว, ตัวเลขการส่งออก ,จำนวนนักท่องเที่ยว , ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, เงินทุนจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ เป็นต้น
ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเป็นดัชนีชี้ทิศทางการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน โดยคำนวณจาก 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ มูลค่าการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ราคาคงที่ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย ดัชนีหมวดเชื้อเพลิง และดัชนีหมวดยานยนต์ เป็น
ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน เป็นดัชนีชี้ทิศทางการลงทุนภาคเอกชน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ พื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาล ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศ มูลค่าการนำเข้าสินค้าทุน ณ ราคาคงที่ ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ มูลค่าการจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ในประเทศ ณ ราคาคงที่ แต่ละองค์ประกอบ จะใช้ข้อมูลที่ปรับฤดูกาลและเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 เดือน ยกเว้นพื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างซึ่งเฉลี่ยเคลื่อนที่ 12 เดือน
ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจจัดทำโดยการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย จากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 800 ราย โดยการสำรวจจะเริ่มส่งแบบสอบถามในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก่อน และจะรวบรวมประมวลผลในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนนั้น ๆ เช่นผลประกอบการ, คำสั่งซื้อ การจ้างงาน, การลงทุนเป็นต้น
ดัชนีค่าเงินบาท NEER สร้างจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทและ ค่าเงิน 21 สกุลที่สำคัญในฐานะคู่ค้าและคู่แข่งของไทย โดยน้ำหนักที่ใช้จะขึ้นอยู่กับความสำคัญในฐานะคู่ค้าและคู่แข่ง REER คำนวณจาก การเพิ่มขึ้นของดัชนีหมายถึงการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท NEER ปรับด้วยการเปรียบเทียบราคาระหว่างไทยและคู่ค้า คู่แข่งที่สำคัญ REER = (NEER x CPIThailand)/CPIOthers

ซึ่งปัจจัยสำคัญต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นตัวประเมินให้กับผู้ลงทุน ประกอบธุรกิจจากในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรงหรือทางอ้อม

โดยทั้งนี้หากผู้ลงทุนสนใจอยากศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมสามารถหาดูตัวเลขได้ ในเวปได์
http://www.bot.or.th/
คำถาม
1.ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ นั้นมีความสำคัญอย่างไร
2.นักลงทุนสามารถหาอ่าน บทวิเคราะห์ต่างๆ เกี่ยวกับดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจได้จากที่ไหน
3.ดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่ามีความหมายเบื้องต้นอย่างไร และมีความสัมพันธ์อะไรบ้าง

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


จัดทำโดย นาย พร้อมวุฒิ บุญเจริญ เลขทะเบียน 5001103135

แบงก์ชาติเวียดนามเริ่มคุมเข้มสินเชื่อ หลังหนุนปล่อยกู้กระฉูดกว่า 6 แสนล้าน

ธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนามเริ่มมีนโยบายให้ธนาคารเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ส่งสัญญาณว่าประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของเอเชียรายนี้กำลังเตรียมตัวจะแตะเบรกชะลอการถมเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศแล้ว หากเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา จีน และอีกหลายประเทศในเอเชีย เวียดนามได้นำนโยบายอัดฉีดเงินสดเข้ากระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาลในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมาเพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเมื่อขณะนี้มีปัจจัยสนับสนุนมากขึ้นว่า ช่วงเลวร้ายที่สุดของวิกฤติเศรษฐกิจได้สิ้นสุดลงแล้ว บรรดานักเศรษฐศาสตร์ก็ได้ออกมาให้คำแนะนำแก่รัฐบาลประเทศเหล่านี้ว่า ควรจะเริ่มหยุดการโหมปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้แล้ว ไม่เช่นนั้นบางภาคส่วนธุรกิจอาจประสบปัญหาการขยายตัวมากเกินควร และอาจเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาได้ในปีหน้า (2553)หรือปีถัดๆ ไป
ซึ่งกรณีของเวียดนามนั้นสร้างความน่าเป็นห่วงมากที่สุด ก่อนหน้านี้ราวกลางปี 2551 เวียดนามเคยประสบภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 28% มาแล้ว และมีภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์หลายครั้งด้วยกัน แม้ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของเวียดนามจะปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4% แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ออกมาเตือนว่า รัฐบาลเวียดนามหนักมือมากไปแล้วในการถมเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการให้เงินอุดหนุนธนาคารในการปล่อยสินเชื่อแก่เอกชน ส่งผลให้ขณะนี้ทั้งราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และราคาอสังหาริมทรัพย์ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 ก.ค.) นายเหงียน วัน เกื้อ ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนาม ได้ออกมาให้ความเห็นที่ช่วยตอกย้ำความห่วงกังวลดังกล่าว โดยเขาระบุว่า ธนาคารกลางต้องการให้บรรดาสถาบันการเงินท้องถิ่นเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยกู้ให้แก่นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการปล่อยกู้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งยังแนะนำให้สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์หันไปปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในการเพิ่มผลผลิต รวมทั้งปล่อยกู้ให้กับโครงการลงทุนใหญ่ๆ ของภาครัฐให้มากขึ้นแทน
นายเหงียน ดุย ฮุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ไซ่ง่อน ซีเคียวริตี้ส์ ในนครโฮจิมินห์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับท่าทีของธนาคารกลางว่า เหตุผลสำคัญเบื้องหลังเรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาในภายหลัง
ทั้งนี้นับตั้งแต่ที่วิกฤติการเงินโลกครั้งล่าสุดแผ่ผลกระทบออกไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ธนาคารที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเวียดนามได้ปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วอย่างน้อย 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.46 แสนล้านบาท หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 5 ของมูลค่าจีดีพีของประเทศ ซึ่งนโยบายการอัดฉีดเงินกู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทุ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเวียดนาม ที่พุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคการส่งออกและรัฐวิสาหกิจที่ต้องการสินเชื่อมาช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ผลของนโยบายดังกล่าวทำให้ตัวเลขเงินกู้ที่ยังไม่ได้รับการชำระคืนในระบบธนาคารของเวียดนามมีมูลค่าสูงขึ้นถึง 17% เมื่อเทียบกับปลายปี 2551 (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายนศกนี้) หรือสูงขึ้น 17.5% เมื่อเทียบกับตัวเลขทั้งปีของปีที่แล้ว นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าเป็นเรื่องยากที่จะตามไปตรวจสอบว่าผู้กู้นำเงินกู้ไปใช้ทำอะไร แต่พวกเขาคาดเดาว่ามีเงินกู้จำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้ในสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เช่นการนำเงินกู้ไปเล่นหุ้น หรือลงทุนเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ แทนที่จะนำไปใช้เพิ่มกำลังการผลิต ข่าวระบุว่านับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์เวียดนามพุ่งทะยานขึ้นไปแล้วมากกว่า 70% นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การเริ่มคุมเข้มการปล่อยกู้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วหากรัฐบาลต้องการสร้างความมั่นใจว่าเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจถูกนำไปใช้อย่างชาญฉลาด นอกจากนี้รัฐบาลควรจะต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในการควบคุมการปล่อยกู้หรือควรพิจารณานำมาตรการขึ้นดอกเบี้ยมาใช้ได้แล้ว
คำถาม
1.ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งประเทศเวียดนาม คือใคร
2.ธนาคารที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเวียดนามได้ปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไปแล้วอย่างน้อยเท่าไหร่
3.ดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์เวียดนามพุ่งทะยานขึ้นไปแล้วมากกว่ากี่เปอร์เซ็นต์

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นายพลวัฒน์ พีรวุฒิ เลขทะเบียน 5001103136
เรื่อง รู้จักกับเครดิตลิงค์โน้ต(CLN)

ระยะหลังนี้ ท่านผู้อ่านทั้งหลายอาจจะคุ้นหูกับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับตราสารประเภท Credit Linked Note (CLN) อยู่บ่อยๆ ในวันนี้ผู้เขียนเลยจะขอนำเสนอถึงเรื่องราว ความรู้เบื้องต้นของตราสารประเภท Credit Linked Note ว่ามันมีลักษณะอย่างไร มีความเสี่ยงอะไรจากการลงทุนในตราสารประเภทนี้บ้าง และเราได้รับประโยชน์จากการลงทุนในตราสารประเภทนี้อย่างไร เริ่มกันเลยนะครับ พูดถึงลักษณะของตราสารประเภท CLN จริงๆ แล้ว CLN ก็คือตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มีคุณลักษณะคล้ายหุ้นกู้ ในส่วนของกระแสเงินสด และความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ออกตราสาร CLN โดยส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินนั้นจะออกตราสารที่มีผลตอบแทนหรือความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้นอ้างอิงกับตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference asset)

หรือผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Reference entity) ที่ผู้ออกตราสารสัญญาจะชําระเงินต้น ผู้ถือตราสาร CLN จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ซึ่งจะมีส่วนของมูลค่าเพิ่ม (Premium) รวมอยู่ด้วย

คราวนี้มาดูกันว่า การลงทุนใน CLN นั้น มีประโยชน์ที่เห็นชัดอย่างไรบ้างสำหรับนักลงทุน
  1. แน่นอนว่าการลงทุนใน CLN นั้น เพิ่มความหลากหลายแก่การลงทุน โดย CLN เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงได้หลากหลายกว่า โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดเหมือนกับการถือหุ้นกู้ซึ่งออกโดยผู้ออกเพียงรายนั้นๆ
  2. CLN มีความยืดหยุ่นสูงโดยนักลงทุนเลือกองค์ประกอบหลักๆ ได้ตามความต้องการ เช่น ผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง หรือตราสารหนี้ที่อ้างอิง, Leverage, อัตราดอกเบี้ย, วันครบกำหนดอายุ, ราคา ฯลฯ
  3. การลงทุนใน CLN สร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าการถือหุ้นกู้ที่ออกโดยผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิงเดียวกัน ในระยะเวลาที่เท่ากัน จากส่วนต่างของตราสารหนี้ (Spread)

ในแง่ของความเสี่ยง ในขณะที่ผู้ถือตราสาร CLN จะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้เหมือนกับผู้ถือหุ้นกู้แล้ว ตราสาร CLN เองยังมีความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติที่อาจเกิดกับตราสารหนี้ที่อ้างอิง หรือผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง พูดง่ายๆ ก็คือ หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติในระหว่างช่วงระยะเวลาของการถือ CLN ผู้ถือตราสาร CLN ก็จะได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวนจากผู้ออกตราสาร CLN

สำหรับเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ การผิดนัดชําระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง ไม่ว่าจะผิดนัดในส่วนของดอกเบี้ย หรือเงินต้นเมื่อถึงกำหนดชำระ และการล้มละลายของผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง และนอกไปจากความเสี่ยงที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติแล้ว ความเสี่ยงจากการลงทุนใน CLN ยังรวมถึงเหตุการณ์ภายในประเทศของตราสารหนี้ที่อ้างอิงที่กระทบกับความสามารถของผู้ออกตราสาร CLN นั้นๆ และความสามารถในการชําระหนี้ของทั้งผู้ออกตราสาร CLN และผู้ออกตราสารหนี้ที่อ้างอิง (Combined credit risk) ด้วย

แต่เราก็สามารถที่จะควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น การเลือกลงทุนในตราสารที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือการกำหนดอัตราส่วนการลงทุนตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.ประกาศกำหนด เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความเสี่ยงของการลงทุน ทางสำนักงานก.ล.ต.ได้มีระเบียบและข้อปฏิบัติให้แต่ละบริษัทจัดการปฏิบัติตาม ซึ่งก็นับเป็นช่องทางหนึ่งในการควบคุมความเสี่ยงในการลงทุนใน CLN ให้กับนักลงทุนโดยองค์กรและหน่วยงานของรัฐ

เช่นเดียวกับการลงทุนโดยทั่วไป ผลตอบแทนจากการลงทุนต้องควบคู่ไปกับความเสี่ยงเสมอ ดังนั้น การลงทุนใน CLN ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนในการช่วยกระจายความเสี่ยง หากเราเลือกลงทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะเห็นว่าในช่วงนี้ผลตอบแทนของ Euro Commercial Paper (ECP) นั้น ได้ปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมากประมาณ 1.25% ดังนั้น การลงทุนใน CLN ในช่วงเวลานี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยในอนาคตอันใกล้นี้ การลงทุนใน CLN น่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญไม่แพ้ ECP ในรูปของการลงทุนใน CLN ที่ link ผ่านกับพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีผลตอบแทนสูง

ที่มา: www.suretax-accounting.com/articles/economy.html (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ อ้างใน http://www.msn.co.th/)

คำถาม

1.ตราสารประเภทCLNคือ

2.การลงทุนใน CLN นั้น มีประโยชน์อย่างไร(ตอบมาอย่างน้อย1ข้อ)

3.ความเสี่ยงของผู้ถือตราสารCLNมีอะไรบ้าง

*หมายเหตุ -ได้จัดทำบทความก่อนกำหนดการที่ส่งให้อาจารย์ซึ่งถ้าตามกำหนดการคือวันที่ 15/07/2552

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ระดับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ

จัดทำบทความโดย นายพลวัฒน์ พีรวุฒิ เลขทะเบียน 5001103136
เรื่อง ระดับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ
ระดับความเสี่ยงต่ำสุด
กองทุนรวมตลาดเงิน ประเภทตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี หรือประเภทที่เป็นเงินฝากธนาคาร บัตรฝากธนาคาร/สถาบันการเงิน
ระดับความเสี่ยงต่ำ
กองทุนรวมตราสารหนี้ :
- พันธบัตรภาครัฐ ประเภทที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุเกิน 1 ปี
- หุ้นกู้คุณภาพดีเยี่ยม ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับตั้งแต่ A- ขึ้นไป หรือเทียบเท่า
ระดับความเสี่ยงกลางๆ ค่อนไปทางต่ำ
กองทุนรวมตราสารหนี้ :
-หุ้นกู้คุณภาพ ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป
-กองทุนรวมเฉพาะเจาะจงตราสารหนี้ เป็นหลักทรัพย์ประเภทราสารหนี้ทุกประเภท ทั้งที่ออกโดยภาครัฐ และเอกชน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
-กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป
ระดับความเสี่ยงกลางๆ
-กองทุนผสม ชื่อก็บอกแล้วเป็นการผสมผสานการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจที่มีสภาพคล่องสูง, หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป, หุ้นของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มั่นคง มีกำไร และมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และหุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีผลกำไรในการดำเนินงาน และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายบริษัทได้อย่างดีในอนาคต โดยกองทุนจะคงอัตราส่วนการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 35% และไม่เกิน 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
-กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทพันธบัตรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจที่มีสภาพคล่องสูง
ระดับความเสี่ยงค่อนข้างเสี่ยง
-กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เน้นการลงทุนในตราสารทุน ประเภทหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคง มีกำไร และมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และหุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีผลกำไรในการดำเนินงาน และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายบริษัทได้อย่างดีในอนาคต
ระดับความเสี่ยงสูง
กองทุนรวมตราสารทุน :
- หุ้นคุณภาพ หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคง มีกำไร และมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานาน
- หุ้นเติบโต หุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีผลกำไรในการดำเนินงาน และมีศักยภาพที่จะสามารถขยายบริษัทได้อย่างดีในอนาคต
ระดับความเสี่ยงสูงที่สุด
-กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ คือหุ้นของบริษัทในภาคธุรกิจเดียวกัน หรือในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน
-กองทุนรวมเฉพาะเจาะจงตราสารทุน แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
คำถาม
1.กองทุนรวมตราสารหนี้ได้แก่อะไรบ้าง และมีความเสี่ยงในระดับใด
2.กองทุนผสม เป็นการผสมผสานการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้แก่ อะไรบ้าง
3.กองทุนใดที่มีระดับความเสี่ยงของการลงทุนในระดับสูงทีสุด